2569-84

การศึกษาแนวทางการจัดตั้งเรือนจำเอกชน

69 20260210 185402 0002

ชื่อเรื่อง/โครงการวิจัย

การศึกษาแนวทางการจัดตั้งเรือนจำเอกชน

หน่วยงาน/ผู้วิจัย

ผศ.ดร.สุทธิกร กิ่งแก้ว

ปีที่เผยแพร่

2564

แหล่งสืบค้น

หมวดหมู่หัวข้องานวิจัย

ด้านกระบวนการยุติธรรม ทัณฑปฏิบัติ และการบริหารโทษ

ประเภท

งานวิจัย

บทคัดย่อ

วัตถุประสงค์

เพื่อศึกษาแนวทางและความเป็นไปได้ในการจัดตั้งเรือนจำเอกชนในประเทศไทย ศึกษารูปแบบการบริหารจัดการเรือนจำเอกชนที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย วิเคราะห์ผลกระทบ ข้อดี ข้อจำกัด และแนวทางการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในการบริหารเรือนจำ เพื่อแก้ไขปัญหาผู้ต้องขังล้นเรือนจำและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานราชทัณฑ์

วิธีการศึกษาวิจัย

ศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสาร งานวิจัย และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ศึกษารูปแบบการบริหารเรือนจำเอกชนทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงนโยบายและออกแบบรูปแบบ(Model) การจัดตั้งเรือนจำเอกชนที่เหมาะสมกับประเทศไทย โดยแบ่งเป็นเรือนจำเอกชนสำหรับผู้ต้องขังระหว่าง และเรือนจำเอกชนสำหรับผู้ต้องขังเด็ดขาด

ผลการศึกษาพบว่า

(1.) ประเทศไทยประสบปัญหาผู้ต้องขังเกินความจุของเรือนจำ ส่งผลต่อการบริหารจัดการ การฟื้นฟูผู้ต้องขัง และการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน

(2.) รูปแบบที่เหมาะสมคือ รัฐว่าจ้างภาคเอกชนบริหารเรือนจำ โดยภาครัฐยังคงกำหนดนโยบาย กำกับ ดูแล และประเมินผล ส่วนภาคเอกชนรับผิดชอบการดำเนินงาน

(3.) เสนอให้จัดตั้งเรือนจำเอกชน 2 รูปแบบ ได้แก่

เรือนจำสำหรับผู้ต้องขังระหว่าง เน้นการคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องขังซึ่งยังถือเป็นผู้บริสุทธิ์ตามกฎหมาย โดยมุ่งจำกัดเสรีภาพเพื่อป้องกันการหลบหนี และจัดบริการตามมาตรฐานสากล

เรือนจำสำหรับผู้ต้องขังเด็ดขาด ดำเนินการตามมาตรฐานเดียวกับเรือนจำของรัฐ โดยเน้นการควบคุมและการฟื้นฟูพฤตินิสัย

(4.) การจัดตั้งเรือนจำเอกชนจะช่วยลดความแออัดของเรือนจำได้ไม่น้อยกว่า 100,000 คน ลดภาระของภาครัฐและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหาร ยกระดับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนพัฒนานวัตกรรมและแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practice) สนับสนุนการฟื้นฟูผู้ต้องขังและการคืนคนดีสู่สังคม

ข้อเสนอแนะ

(1.) ควรส่งเสริมให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารเรือนจำภายใต้การกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดของภาครัฐ

(2.) ควรกำหนดมาตรฐาน ตัวชี้วัด และระบบตรวจสอบที่ชัดเจน เพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และคุ้มครองสิทธิมนุษยชน

(3.) ควรแยกการบริหารผู้ต้องขังระหว่างออกจากผู้ต้องขังเด็ดขาด เพื่อให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนและกระบวนการยุติธรรม

(4.) ควรให้ความสำคัญกับภารกิจการแก้ไขฟื้นฟูพฤตินิสัยของผู้ต้องขัง ควบคู่กับการรักษาความมั่นคงและความปลอดภัยของเรือนจำ

(5.) ควรนำผลการดำเนินงานของเรือนจำเอกชนมาเปรียบเทียบกับเรือนจำของรัฐ เพื่อนำแนวปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพไปพัฒนาระบบราชทัณฑ์โดยรวม

Scroll to Top