การศึกษาการบริหารจัดการเพื่อป้องกันการฆ่าตัวตายของข้าราชการกรมราชทัณฑ์

วิจัย บค 67 1 page 0001

ชื่อเรื่อง/โครงการวิจัย

การศึกษาการบริหารจัดการเพื่อป้องกันการฆ่าตัวตายของข้าราชการกรมราชทัณฑ์

หน่วยงาน/ผู้วิจัย

กองบริหารทรัพยากรบุคคล กรมราชทัณฑ์

ปีที่เผยแพร่

2567

แหล่งสืบค้น

หมวดหมู่หัวข้องานวิจัย

ด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่ในเรือนจำ

ประเภท

งานวิจัย

บทคัดย่อ

วัตถุประสงค์

เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการฆ่าตัวตายของข้าราชการกรมราชทัณฑ์ และนำข้อมูลที่ได้จากผลการศึกษาไปกำหนดเป็นแนวทางในการป้องกันการฆ่าตัวตายของข้าราชการกรมราชทัณฑ์ได้อย่างเหมาะสม รวมทั้งนำข้อมูลไปใช้ประกอบในการกำหนดนโยบายและแนวทางด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล

วิธีการศึกษาวิจัย

ผู้วิจัยได้ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถามออนไลน์ (Google form) จากกลุ่มเป้าหมาย จำนวน

2 กลุ่ม คือ (1.) ข้าราชการเรือนจำ/ทัณฑสถาน กรมราชทัณฑ์ จำนวน 1,945 ราย (2.) ข้าราชการส่วนกลางกรมราชทัณฑ์ จำนวน 154 ราย

ผลการศึกษาวิจัยพบว่า

(1.) ข้าราชการเรือนจำ/ทัณฑสถาน กรมราชทัณฑ์

ข้อมูลทั่วไป พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชาย อยู่ในช่วงอายุ 41 - 45 ปี มีอายุการปฏิบัติงานในเรือนจำมากกว่า 20 ปี ส่วนใหญ่มีสถานภาพสมรส และไม่มีโรคประจำตัวข้าราชการเรือนจำ/ทัณฑสถานและครอบครัวส่วนใหญ่ไม่มีประวัติเจ็บป่วยจิตเวช นอกจากนี้ในเดือน กรกฎาคม 2567 ส่วนใหญ่ไม่ได้ออกกำลังกาย และผู้ที่ออกกำลังกายส่วนใหญ่มีระยะเวลาในการออกกำลังกายต่อครั้ง โดยเฉลี่ย 15 - 30 นาที ข้าราชการเรือนจำ/ทัณฑสถานส่วนใหญ่มีรายได้ต่อเตือน 20,001 - 25,000 บาท และมีหนี้สิน หากเทียบรายได้กับรายจ่ายของครอบครัวส่วนใหญ่อยู่ในระดับพอกินพอใช้แต่ไม่มีเงินเหลือเก็บ และปัจจุบันพักอาศัยที่บ้านพักของทางราชการ โดยกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นข้าราชการประเภททั่วไป ระดับชำนาญงานและประจำอยู่ฝ่ายควบคุม/ฝ่ายปกครอง และปฏิบัติหน้าที่เวรรักษาการณ์ทั่วไป โดยในเดือนกรกฎาคม 2567 ส่วนใหญ่มีความถี่ของการเข้าเวรรักษาการณ์ เวรกลางวัน (วันหยุดราชการ) อยู่ที่ 3 -4 วัน และเวรกลางคืน มากกว่า 6 วันขึ้นไป

การทดสอบสมมติฐาน ผลการศึกษาพบว่า ยอมรับสมมติฐานที่ 1 คือ แรงจูงใจโดยรวมมีความสัมพันธ์ในทางลบ (r - .155) กับแนวโน้มการฆ่าตัวตายในปัจจุบันของข้าราชการเรือนจำ/ทัณฑสถานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และยอมรับสมมติฐานที่ 2 คือมาตรฐานคุณภาพชีวิตเจ้าหน้าที่ 8 ด้านโดยรวมมีความสัมพันธ์ในทางลบ (r - .088) กับแนวโน้มการฆ่าตัวตายในปัจจุบันของข้าราชการเรือนจำ/ทัณฑสถานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01และยอมรับสมมติฐานที่ 3 คือ ภาวะสุขภาพจิตโดยรวมมีความสัมพันธ์ทางบวก (r - .332)กับแนวโน้มการฆ่าตัวตายในปัจจุบันของข้าราชการเรือนจำ/ทัณฑสถานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.01 และยอมรับสมมติฐานที่ 4 คือ แรงจูงใจ มาตรฐานคุณภาพชีวิตเจ้าหน้าที่ 8 ต้าน และภาวะสุขภาพจิต สามารถร่วมกันพยากรณ์แนวโน้มการฆ่าตัวตายในปัจจุบันของข้าราชการเรือนจำ/ทัณฑสถานได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

(2.) ข้าราชการส่วนกลางกรมราชทัณฑ์

ข้อมูลทั่วไป พบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชาย อยู่ในช่วงอายุ 36- 40 ปี มีอายุราชการ 1- 5 ปี ส่วนใหญ่มีสถานภาพโสต และไม่มีโรคประจำตัว ข้าราชการส่วนกลางกรมราชทัณฑ์และครอบครัวส่วนใหญ่ไม่มีประวัติเจ็บป่วยจิตเวช นอกจากนี้ในเดือน กรกฎาคม 2567 ส่วนใหญ่ไม่ได้ออกกำลังกาย และผู้ที่ออกกำลังกายส่วนใหญ่มีระยะเวลาในการออกกำลังกายต่อครั้งโดยเฉลี่ยมากกว่า 30 นาที ข้าราชการส่วนกลางกรมราชทัณฑ์ส่วนใหญ่มีรายได้ต่อเตือน15,001 - 20,000 บาท และมีหนี้สิน หากเทียบรายได้กับรายจ่ายของครอบครัวแล้วส่วนใหญ่อยู่ในระดับพอกินพอใช้แต่ไม่มีเงินเหลือเก็บ และปัจจุบันพักอาศัยบ้านส่วนตัวและกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นข้าราชการประเภทวิชาการ ระดับปฏิบัติการ สังกัดกองทัณฑวิทยาโดยในเดือน กรกฎาคม 2567 ส่วนใหญ่ไม่ได้ทำงานล่วงเวลาราชการ

การทดสอบสมมติฐาน ผลการศึกษาพบว่า ยอมรับสมมติฐานที่ 1 คือ แรงจูงใจโดยรวมมีความสัมพันธ์ในทางลบ (r-.197) กับแนวโน้มการฆ่าตัวตายในปัจจุบันของข้าราชการส่วนกลางกรมราชทัณฑ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.01 และยอมรับสมมติฐานที่ 2 คือ มาตรฐานคุณภาพชีวิตเจ้าหน้าที่ 8 ด้านโดยรวมมีความสัมพันธ์ในทางลบ (r - .197) กับแนวโน้มการฆ่าตัวตายในปัจจุบันของข้าราชการส่วนกลางกรมราชทัณฑ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และยอมรับสมมติฐานที่ 3 คือ ภาวะสุขภาพจิตโดยรวมมีความสัมพันธ์ทางบวก (r = .402) กับแนวโน้มการฆ่าตัวตายในปัจจุบันของข้าราชการส่วนกลางกรมราชทัณฑ์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ05 และยอมรับสมมติฐานที่ 4 คือ แรงจูงใจ และภาวะสุขภาพจิต สามารถร่วมกันพยากรณ์แนวโน้มการฆ่าตัวตายในปัจจุบันของข้าราชการส่วนกลางกรมราชทัณฑ์ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

Scroll to Top