โครงการวิจัยเพื่อพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตและจิตเวชสำหรับผู้ต้องขังในเรือนจำ
ชื่อเรื่อง/โครงการวิจัย | โครงการวิจัยเพื่อพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตและจิตเวชสำหรับผู้ต้องขังในเรือนจำ |
หน่วยงาน/ผู้วิจัย | แพทย์หญิงกมลชนก มนตะเสวี แพทย์หญิงดวงตา ไกรภัสสร์พงษ์, แพทย์หญิงวิชชุดา จันทราษฎร์ |
ปีที่เผยแพร่ | 2561 |
แหล่งสืบค้น | |
หมวดหมู่หัวข้องานวิจัย | ด้านการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง |
ประเภท | งานวิจัย |
บทคัดย่อ | |
วัตถุประสงค์ (1.) เพื่อศึกษาความชุกของสภาวะสุขภาพจิตและโรคทางจิตเวชของผู้ต้องขังในเรือนจำ (2.) เพื่อศึกษาอัตราการเข้าถึงบริการ รูปแบบการจัดระบบบริการและปัจจัยที่เกี่ยวข้องในการเข้าถึงบริการสุขภาพจิตและจิตเวชของผู้ต้องขังในเรือนจำ วิธีการวิจัย ดำเนินการสำรวจภาคตัดขวางเพื่อหาความชุกในประชากรผู้ต้องขังชายและหญิงใน 10 เรือนจำและทัณฑสถาน ในทุกภูมิภาคและทุกระดับความมั่นคง โดยวิธีการสุ่มอย่างง่ายและสัมภาษณ์ โดยการใช้เครื่องมือ Mini International Neuropsychiatric Interview (M.I.N.I.) และสำรวจในกลุ่มผู้รับผิดชอบงานบริการสุขภาพจิตและจิตเวชผู้ต้องขังในเรือนจำและทัณฑสถานทั่วประเทศ ด้วยวิธีการส่งแบบสอบถามเกี่ยวกับรูปแบบการจัดระบบบริการและปัจจัยที่เกี่ยวข้องไปทางไปรษณีย์ ผลการวิจัยพบว่า ส่วนที่ 1 : จากประชากร 600 คน แบ่งออกเป็นเพศชาย 520 คน และเพศหญิง 80 คน พบว่า 45.67% มีปัญหาสุขภาพจิตหรือโรคทางจิตเวช โดยพบความชุกในผู้ต้องขังชายมากกว่าผู้ต้องขังหญิง โรคที่พบมากที่สุดในผู้ต้องขังชาย 3 อันดับ คือ โรคของสุราและสารเสพติด (32.5%) โรคซึมเศร้า (17.3%) และบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคม (15.9%) ส่วนโรคที่พบมากที่สุดในผู้ต้องขังหญิง 3 อันดับ คือ ความเสี่ยงในการฆ่าตัวตาย (20.0%) โรคของสุราและสารเสพติด (12.5%) และโรคจิตเวช (7.5%) ส่วนที่ 2 : พบปัญหาการจัดบริการสุขภาพจิตและจิตเวชในเรือนจำในด้านต่าง ๆ คือ ด้านอัตราการเข้าถึงบริการที่ต่ำกว่าความเป็นจริงมาก ด้านความขาดแคลนเจ้าหน้าที่/บุคลากร และโปรแกรมการบำบัดรักษา/ฟื้นฟู ด้านสถานที่ด้านสิทธิการรักษาและด้านการส่งต่อ/ติดต่อสื่อสาร ข้อเสนอแนะ จากผลการวิจัย เกือบครึ่งหนึ่งของผู้ต้องขังมีปัญหาสุขภาพจิตและโรคทางจิตเวชโดยความชุกที่พบจะแตกต่างกันไปตามลักษณะของเรือนจำ/ทัณฑสถาน แต่พบว่ามีการเข้าถึงบริการสุขภาพจิตและจิตเวชต่ำมาก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงปัญหาของการจัดระบบบริการในเรือนจำและทัณฑสถาน ซึ่งการแก้ปัญหาต้องอาศัยการแก้ไขเชิงระบบและนโยบายและความร่วมมือระหว่างองค์กรอันได้แก่ กระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงยุติธรรม | |