การลดปริมาณผู้ต้องขังในเรือนจำศึกษามาตรการทางกฎหมายในใช้บังคับโทษจำคุก
ชื่อเรื่อง/โครงการวิจัย | การลดปริมาณผู้ต้องขังในเรือนจำศึกษามาตรการทางกฎหมายในใช้บังคับโทษจำคุก |
หน่วยงาน/ผู้วิจัย | ผศ.ดร.ธานี วรภัทร์ |
ปีที่เผยแพร่ | 2555 |
แหล่งสืบค้น | |
หมวดหมู่หัวข้องานวิจัย | ด้านกระบวนการยุติธรรม ทัณฑปฏิบัติและการบริหารโทษ |
ประเภท | งานวิจัย |
บทคัดย่อ | |
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษามาตรการที่สามารถใช้ลดปริมาณผู้ต้องขังในเรือนจำ ศึกษากรณีมาตรการทางกฎหมายในชั้นบังคับโทษของประเทศไทย ได้แก่ มาตรการพักการลงโทษ-ลดวันต้องโทษ มาตรการอภัยโทษและมาตรการแก้ไขฟื้นฟูพฤตินิสัยผู้ต้องขังเปรียบเทียบกับประเทศอังกฤษ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่นและสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี วิธีการศึกษา จากการศึกษาข้อมูลในทางเอกสารและการออกแบบสอบถามสำรวจความคิดเห็นและสัมภาษณ์เชิงลึก ผลการศึกษาพบว่า ปัญหาพื้นฐานของการบังคับโทษจำคุกไทยคือ ผู้ต้องขังล้นเรือนจำ (Overcrowding) ซึ่งมีผลโดยตรงมาจากกระบวนการยุติธรรมทางอาญาต้นทางในชั้นสอบสวนฟ้องร้องและชั้นพิจารณาพิพากษาด้วย สำหรับในชั้นบังคับโทษก็สามารถใช้มาตรการตามกฎหมายต่าง ๆ ในการลดปริมาณผู้ต้องขังได้ และเมื่อศึกษาถึงแนวทางแก้ไขในชั้นบังคับโทษของประเทศอังกฤษ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่นและสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี พบว่า มาตรการพักการลงโทษ - ลดวันต้องโทษ มาตรการอภัยโทษ และมาตรการแก้ไขฟื้นฟูพฤตินิสัยผู้ต้องขัง เป็นมาตรการที่มีผลหรือส่งผลต่อการลดปริมาณผู้ต้องขังในเรือนจำ/ทัณฑสถานได้ แต่แท้จริงแล้วมิใช่มาตรการหลักที่ใช้ในการลดปริมาณผู้ต้องขังในเรือนจำ เนื่องจากต้นทางของหลักการความคิดและวัตถุประสงค์ของมาตรการนั้นมิได้ถูกออกแบบหรือสร้างมาเพื่อลดปริมาณผู้ต้องขัง แต่มีมาเพื่อตอบสนองต่อผลการเปลี่ยนแปลงความประพฤติที่ดีขึ้นในเบื้องต้นและอย่างถาวรในตอนสุดท้ายของผู้ต้องขังโดยธรรมชาติของมาตรการทั้ง 3 เรื่อง ที่ทำการศึกษาพบว่าเป้าหมายสุดท้ายที่ต้องการ คือพัฒนาการความเปลี่ยนแปลงทัศนคติ ความคิด บุคลิกนิสัย ความประพฤติ ความรู้ความสามารถในด้านต่าง ๆ ของผู้ต้องขังที่สามารถนำไปใช้ในการดำรงชีวิตในอนาคตได้จริง โดยปราศจากการกระทำความผิด อีกเป็นหลัก ความเปลี่ยนแปลงหรือจุดเปลี่ยนดังกล่าวนี้เป็นไปตามหลักวิชากฎหมายบังคับโทษที่กำหนดให้ “ผู้ต้องขังเป็นประธานของการบังคับโทษ” หรือเป็นผลหรือตัวชี้วัดที่จะเกิดความเปลี่ยนแปลงในตัวของเขาในด้านต่าง ๆ ที่ควรจะเป็น ทั้งนี้เพื่อตอบสนองต่อวัตถุประสงค์ของการบังคับโทษ การลดปริมาณผู้ต้องขังที่มีความเป็นภาวะวิสัยจึงต้องเป็นการลดปริมาณไม่ว่าโดยมาตรการพักการลงโทษ - ลดวันต้องโทษ มาตรการอภัยโทษ และมาตรการแก้ไขฟื้นฟูพฤตินิสัยผู้ต้องขัง จึงต้องสอดคล้องกับหลักการและแนวคิดทฤษฎีของวัตถุประสงค์ของการบังคับโทษเป็นรายบุคคล Individualization of Punishment จากการศึกษาค้นคว้าพบว่า กรณีการบังคับโทษจำคุกในเรือนจำจำเป็นต้องมีภารกิจที่เป็นหัวใจสำคัญที่ต้องทำให้ได้คือ การสร้างจุดเปลี่ยนแปลงให้กับผู้ต้องขัง ในด้านของความคิด ทัศนคติ และพฤติกรรม เป็นรายบุคคล อย่างถาวรหรือค่อนข้างถาวร เป็นจริงเท่าที่จะทำได้ เพื่อยังให้เกิดการบรรลุวัตถุประสงค์ของการบังคับโทษและภารกิจของกฎหมายอาญา ข้อเสนอแนะ (1.) ในทางหลักคิดทฤษฎีต้องนำวัตถุประสงค์ของการบังคับโทษมาใช้ซึ่งสัมพันธ์กับการบังคับโทษรายบุคคล (Individualization of Punishment) อาจทำตามแบบของประเทศอังกฤษ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี โดยการทำแผนบังคับโทษรายบุคคลกับผู้ต้องขัง ซึ่งผลจากการใช้ในประเทศที่ทำการศึกษาพบว่าใช้ได้ผลดีมาก (2.) ประเทศไทยควรมีกฎหมายว่าด้วยการแก้ไขฟื้นฟูผู้ต้องขังโดยเฉพาะ เช่นเดียวกับประเทศอังกฤษ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น และสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี เพื่อให้งานราชทัณฑ์สามารถดำเนินการไปได้อย่างถูกต้องและเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ (3.) ต้องมีการบูรณาการการบริหารจัดการกระบวนการยุติธรรมเพื่อลดปริมาณคดีเข้าสู่ศาลและลดปริมาณผู้ต้องขังล้นเรือนจำ อันเป็นปัญหาพื้นฐานของราชทัณฑ์ไทยปัจจุบัน | |