การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับสาเหตุการกระทําความผิดซ้ำในประเทศไทย
ชื่อเรื่อง/โครงการวิจัย | การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับสาเหตุการกระทําความผิดซ้ำในประเทศไทย |
หน่วยงาน/ผู้วิจัย | คณะผู้วิจัยจาก UNODC คณะผู้วิจัยจาก TIJ |
ปีที่เผยแพร่ | 2566 |
แหล่งสืบค้น | |
หมวดหมู่หัวข้องานวิจัย | ด้านการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง |
ประเภท | งานวิจัย |
บทคัดย่อ | |
วัตถุประสงค์ เพื่อประเมินสาเหตุของการกระทำความผิดซ้ำในระดับประเทศผ่านการสัมภาษณ์ผู้ต้องขังและสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการกระทำความผิดซ้ำในประเทศไทยจากมุมมองด้านทัณฑวิทยา วิธีดำเนินการวิจัย งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ โดยสัมภาษณ์ผู้ต้องขังกลุ่มย่อย ตามด้วยแบบสอบถาม เพื่อเก็บข้อมูลรายบุคคล นอกจากนี้ ยังมีการสัมภาษณ์ผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ ค้นคว้าเอกสารและสถิติของกรมราชทัณฑ์ในประเทศไทย เพื่อให้เข้าใจถึงบริบทของข้อมูลที่ได้รับมามากยิ่งขึ้นข้อมูลในรายงานฉบับนี้ยังประกอบด้วยข้อมูลที่ได้มาจากฐานข้อมูลของระบบของสหประชาชาติ เพื่อการสำรวจแนวโน้มอาชญากรรมและการปฏิบัติงานของระบบความยุติธรรมทางอาญาด้วย (United Nations Survey on Crime Trends and the Operations of Criminal Justice Systems หรือ CTS) คณะผู้วิจัยได้ทำการวิจัยที่เรือนจำ 2 แห่ง ได้แก่ ทัณฑสถานหญิงธนบุรีและเรือนจำพิเศษธนบุรี ระหว่างวันที่ 13 - 17 มกราคม พ.ศ. 2563 เรือนจำและทัณฑสถานสำหรับผู้ต้องขังที่บรรลุนิติภาวะแล้วทั้งสองแห่ง เป็นสถานที่สำหรับผู้ต้องขังระหว่างพิจารณาคดีและผู้ต้องขังเด็ดขาดที่ต้องโทษจำคุกไม่เกินเจ็ดปี ซึ่งทั้งสองแห่ง มีความพยายามที่จะบังคับใช้ข้อกำหนดเนลสันแมนเดลา นอกจากนี้เรือนจำทั้งสองแห่ง ยังเป็นตัวแทนของเรือนจำที่มีความทันสมัยมากที่สุดในประเทศอีกด้วย คณะวิจัยได้สัมภาษณ์กลุ่มย่อยทั้งหมดแปดกลุ่ม ซึ่งมีผู้ต้องขังรวมทั้งหมด 64 ราย ซึ่งเป็นผู้ที่ถูกพิพากษาจำคุกเป็นครั้งที่สองหรือมากกว่านั้น โดยในจำนวนดังกล่าวประกอบด้วย ผู้ต้องขังชาย 40 ราย และผู้ต้องขังหญิง 24 รายนอกจากนี้ ผู้ต้องขังทั้ง 64 ราย ยังได้ตอบแบบสอบถามเกี่ยวกับประสบการณ์การกระทำความผิดซ้ำของตนด้วย แน่นอนว่ากลุ่มตัวอย่างนี้ เป็นกลุ่มตัวอย่างที่จำกัดอย่างมากเมื่อเทียบกับจำนวนผู้ที่ได้รับโทษจำคุกทั้งหมดเกือบ 400,000 ราย ในประเทศไทย แม้ว่าในการวิจัยครั้งนี้มีการลงพื้นที่เรือนจำและทัณฑสถานเพียงสองแห่ง แต่ผู้กระทำความผิดซ้ำที่เข้าร่วมวิจัยนั้นเคยรับโทษจำคุกมาก่อนแล้วในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ดังนั้น ประสบการณ์ของพวกเขาจึงสามารถแสดงให้เห็นถึงรายละเอียดของระบบได้อย่างกว้างขวาง นอกจากนี้ ลักษณะของผู้ต้องขังที่เข้าร่วมการสัมภาษณ์ซึ่งส่วนใหญ่ เป็นผู้ที่ถูกพิพากษาจากการกระทำผิดเกี่ยวกับยาเสพติด มีลักษณะตรงกับประชากรผู้ต้องขังทั่วประเทศด้วย ดังนั้น ผลจากการสำรวจจึงอาจมีความคล้ายคลึงกันและประการสุดท้าย เนื่องจากการสนทนามุ่งเน้นเรื่องของชีวิตของผู้กระทำความผิดขณะอยู่นอกเรือนจำ ในขณะที่พวกเขาพยายามกลับคืนสู่สังคม ในฐานะอดีตผู้กระทำความผิด ดังนั้น เนื้อหาจึงไม่ได้มุ่งไปที่เรือนจำที่ทำการสัมภาษณ์แห่งใดแห่งหนึ่งเป็นการเฉพาะ ผลการวิจัยพบว่า ประเทศไทยมีระบบราชทัณฑ์ที่ทันสมัยและมีค่านิยมที่ก้าวหน้าผู้ต้องขังที่เข้าร่วมการสัมภาษณ์ซึ่งได้รับการคัดเลือกจากเจ้าหน้าที่มีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับระบบเรือนจำเพียงเล็กน้อยผู้ต้องขังหลายรายยอมรับว่า โครงการการศึกษาและการฟื้นฟูที่จัดโดยเรือนจำนั้น มีประโยชน์ต่อผู้ต้องขังในประเทศไทย ดูมีความรับผิดชอบต่อสถานการณ์ของตนได้ดีและส่วนมากมุ่งมั่นที่จะทำชีวิตให้ดีขึ้นเมื่อออกจากเรือนจำ ดังที่ได้กล่าวไปข้างต้นปัญหาผู้ต้องขังล้นเรือนจำนั้นเป็นอุปสรรคต่อโอกาสในการบำบัดฟื้นฟู เนื่องจาก ร้อยละ 80 ของผู้ต้องขัง ได้รับโทษจากการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด จึงเป็นปัจจัยขับเคลื่อนหลักของปัญหาผู้ต้องขังล้น เรือนจำนี้มีผู้ต้องขังหนึ่งในสามโดยประมาณที่กลับสู่เรือนจำภายในสามปี ดังนั้น การรับมือกับปัญหายาเสพติด จึงมีความจำเป็นเพื่อลดปัญหาผู้ต้องขังล้นเรือนจำและส่งเสริมให้เกิดการบำบัดฟื้นฟู ผู้ต้องขังที่เข้าร่วมการสัมภาษณ์แสดงให้เห็นว่าตนมีความเข้าใจชัดเจนถึงสภาพของปัญหายาเสพติด ข้อเสนอแนะ จากผลการวิจัยเห็นได้ชัดว่าประเทศไทยมีการจับกุมการกระทำความผิดเกี่ยวกับยาเสพติดเพิ่มมากขึ้นและตลาดเมทแอมเฟตามีนที่กำลังขยายตัวน่าจะทำให้จำนวนการจับกุมดังกล่าวเพิ่มขึ้นอีก การแก้ปัญหาอาจทำได้โดยสร้างเรือนจำเพิ่มแต่วิธีการที่ดีกว่า คือ การพิจารณาทบทวนโครงสร้างทางกฎหมายที่เป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดปัญหาผู้ต้องขังล้น เรือนจำควรทำการวิเคราะห์เกี่ยวกับการใช้ยาบ้าและควรมีการแก้ไขข้อกำหนดปริมาณขั้นต่ำในการเข้ารับการเบี่ยงเบนคดีเพื่อการบำบัดรวมถึงแก้ไขจำนวนขั้นต่ำของการมียาเสพติดในครอบครองเพื่อจำหน่ายให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในปัจจุบัน | |