2569-10

โครงการวิจัยเพื่อพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตและจิตเวชสำหรับผู้ต้องขังในเรือนจำ

ชื่อเรื่อง/โครงการวิจัย

โครงการวิจัยเพื่อพัฒนาระบบบริการสุขภาพจิตและจิตเวชสำหรับผู้ต้องขังในเรือนจำ

หน่วยงาน/ผู้วิจัย

แพทย์หญิงกมลชนก มนตะเสวี

แพทย์หญิงดวงตา ไกรภัสสร์พงษ์,

แพทย์หญิงวิชชุดา จันทราษฎร์

ปีที่เผยแพร่

2561

แหล่งสืบค้น

หมวดหมู่หัวข้องานวิจัย

ด้านการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง

ประเภท

งานวิจัย

บทคัดย่อ

วัตถุประสงค์

(1.) เพื่อศึกษาความชุกของสภาวะสุขภาพจิตและโรคทางจิตเวชของผู้ต้องขังในเรือนจำ

(2.) เพื่อศึกษาอัตราการเข้าถึงบริการ รูปแบบการจัดระบบบริการและปัจจัยที่เกี่ยวข้องในการเข้าถึงบริการสุขภาพจิตและจิตเวชของผู้ต้องขังในเรือนจำ

วิธีการวิจัย

ดำเนินการสำรวจภาคตัดขวางเพื่อหาความชุกในประชากรผู้ต้องขังชายและหญิงใน 10 เรือนจำและทัณฑสถาน ในทุกภูมิภาคและทุกระดับความมั่นคง โดยวิธีการสุ่มอย่างง่ายและสัมภาษณ์ โดยการใช้เครื่องมือ Mini International Neuropsychiatric Interview (M.I.N.I.) และสำรวจในกลุ่มผู้รับผิดชอบงานบริการสุขภาพจิตและจิตเวชผู้ต้องขังในเรือนจำและทัณฑสถานทั่วประเทศ ด้วยวิธีการส่งแบบสอบถามเกี่ยวกับรูปแบบการจัดระบบบริการและปัจจัยที่เกี่ยวข้องไปทางไปรษณีย์

ผลการวิจัยพบว่า

ส่วนที่ 1 : จากประชากร 600 คน แบ่งออกเป็นเพศชาย 520 คน และเพศหญิง 80 คน พบว่า 45.67% มีปัญหาสุขภาพจิตหรือโรคทางจิตเวช โดยพบความชุกในผู้ต้องขังชายมากกว่าผู้ต้องขังหญิง โรคที่พบมากที่สุดในผู้ต้องขังชาย 3 อันดับ คือ โรคของสุราและสารเสพติด (32.5%) โรคซึมเศร้า (17.3%) และบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคม (15.9%) ส่วนโรคที่พบมากที่สุดในผู้ต้องขังหญิง 3 อันดับ คือ ความเสี่ยงในการฆ่าตัวตาย (20.0%) โรคของสุราและสารเสพติด (12.5%) และโรคจิตเวช (7.5%)

ส่วนที่ 2 : พบปัญหาการจัดบริการสุขภาพจิตและจิตเวชในเรือนจำในด้านต่าง ๆ คือ ด้านอัตราการเข้าถึงบริการที่ต่ำกว่าความเป็นจริงมาก ด้านความขาดแคลนเจ้าหน้าที่/บุคลากร และโปรแกรมการบำบัดรักษา/ฟื้นฟู ด้านสถานที่ด้านสิทธิการรักษาและด้านการส่งต่อ/ติดต่อสื่อสาร

ข้อเสนอแนะ

จากผลการวิจัย เกือบครึ่งหนึ่งของผู้ต้องขังมีปัญหาสุขภาพจิตและโรคทางจิตเวชโดยความชุกที่พบจะแตกต่างกันไปตามลักษณะของเรือนจำ/ทัณฑสถาน แต่พบว่ามีการเข้าถึงบริการสุขภาพจิตและจิตเวชต่ำมาก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงปัญหาของการจัดระบบบริการในเรือนจำและทัณฑสถาน ซึ่งการแก้ปัญหาต้องอาศัยการแก้ไขเชิงระบบและนโยบายและความร่วมมือระหว่างองค์กรอันได้แก่ กระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงยุติธรรม

Scroll to Top