การศึกษาแนวทางการจัดตั้งเรือนจำเอกชน
ชื่อเรื่อง/โครงการวิจัย | การศึกษาแนวทางการจัดตั้งเรือนจำเอกชน |
หน่วยงาน/ผู้วิจัย | ผศ.ดร.สุทธิกร กิ่งแก้ว |
ปีที่เผยแพร่ | 2564 |
แหล่งสืบค้น | |
หมวดหมู่หัวข้องานวิจัย | ด้านกระบวนการยุติธรรม ทัณฑปฏิบัติ และการบริหารโทษ |
ประเภท | งานวิจัย |
บทคัดย่อ | |
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาแนวทางและความเป็นไปได้ในการจัดตั้งเรือนจำเอกชนในประเทศไทย ศึกษารูปแบบการบริหารจัดการเรือนจำเอกชนที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทย วิเคราะห์ผลกระทบ ข้อดี ข้อจำกัด และแนวทางการมีส่วนร่วมของภาคเอกชนในการบริหารเรือนจำ เพื่อแก้ไขปัญหาผู้ต้องขังล้นเรือนจำและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงานราชทัณฑ์ วิธีการศึกษาวิจัย ศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสาร งานวิจัย และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ศึกษารูปแบบการบริหารเรือนจำเอกชนทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงนโยบายและออกแบบรูปแบบ(Model) การจัดตั้งเรือนจำเอกชนที่เหมาะสมกับประเทศไทย โดยแบ่งเป็นเรือนจำเอกชนสำหรับผู้ต้องขังระหว่าง และเรือนจำเอกชนสำหรับผู้ต้องขังเด็ดขาด ผลการศึกษาพบว่า (1.) ประเทศไทยประสบปัญหาผู้ต้องขังเกินความจุของเรือนจำ ส่งผลต่อการบริหารจัดการ การฟื้นฟูผู้ต้องขัง และการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน (2.) รูปแบบที่เหมาะสมคือ รัฐว่าจ้างภาคเอกชนบริหารเรือนจำ โดยภาครัฐยังคงกำหนดนโยบาย กำกับ ดูแล และประเมินผล ส่วนภาคเอกชนรับผิดชอบการดำเนินงาน (3.) เสนอให้จัดตั้งเรือนจำเอกชน 2 รูปแบบ ได้แก่ เรือนจำสำหรับผู้ต้องขังระหว่าง เน้นการคุ้มครองสิทธิของผู้ต้องขังซึ่งยังถือเป็นผู้บริสุทธิ์ตามกฎหมาย โดยมุ่งจำกัดเสรีภาพเพื่อป้องกันการหลบหนี และจัดบริการตามมาตรฐานสากล เรือนจำสำหรับผู้ต้องขังเด็ดขาด ดำเนินการตามมาตรฐานเดียวกับเรือนจำของรัฐ โดยเน้นการควบคุมและการฟื้นฟูพฤตินิสัย (4.) การจัดตั้งเรือนจำเอกชนจะช่วยลดความแออัดของเรือนจำได้ไม่น้อยกว่า 100,000 คน ลดภาระของภาครัฐและเพิ่มประสิทธิภาพการบริหาร ยกระดับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน เปิดโอกาสให้ภาคเอกชนพัฒนานวัตกรรมและแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practice) สนับสนุนการฟื้นฟูผู้ต้องขังและการคืนคนดีสู่สังคม ข้อเสนอแนะ (1.) ควรส่งเสริมให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารเรือนจำภายใต้การกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดของภาครัฐ (2.) ควรกำหนดมาตรฐาน ตัวชี้วัด และระบบตรวจสอบที่ชัดเจน เพื่อให้การดำเนินงานมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และคุ้มครองสิทธิมนุษยชน (3.) ควรแยกการบริหารผู้ต้องขังระหว่างออกจากผู้ต้องขังเด็ดขาด เพื่อให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนและกระบวนการยุติธรรม (4.) ควรให้ความสำคัญกับภารกิจการแก้ไขฟื้นฟูพฤตินิสัยของผู้ต้องขัง ควบคู่กับการรักษาความมั่นคงและความปลอดภัยของเรือนจำ (5.) ควรนำผลการดำเนินงานของเรือนจำเอกชนมาเปรียบเทียบกับเรือนจำของรัฐ เพื่อนำแนวปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพไปพัฒนาระบบราชทัณฑ์โดยรวม | |
