การขับเคลื่อนข้อกำหนดกรุงเทพด้านแม่และเด็ก ติดผู้ต้องขังในประเทศไทย
ชื่อเรื่อง/โครงการวิจัย | การขับเคลื่อนข้อกำหนดกรุงเทพด้านแม่และเด็กติดผู้ต้องขังในประเทศไทย |
หน่วยงาน/ผู้วิจัย | นายดนัยกันต์ จงเฟื่องปริญญา |
ปีที่เผยแพร่ | 2562 |
แหล่งสืบค้น | |
หมวดหมู่หัวข้องานวิจัย | ด้านการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง |
ประเภท | วิทยานิพนธ์ |
บทคัดย่อ | |
วัตถุประสงค์ (1.) เพื่อศึกษาถึงสถานการณ์ของการขับเคลื่อนข้อกำหนดกรุงเทพด้านแม่และเด็กติดผู้ต้องขัง ในประเทศไทยเป็นอย่างไร (2.) เพื่อศึกษาถึงปัญหาหรืออุปสรรคของการขับเคลื่อนข้อกำหนดกรุงเทพด้านแม่และเด็กติด ผู้ต้องขังในประเทศไทยเป็นอย่างไร (3.) เพื่อศึกษาหาแนวทางในการเสนอแนะการขับเคลื่อนข้อกำหนดกรุงเทพด้านแม่และเด็กติด ผู้ต้องขังในประเทศไทย วิธีการศึกษาวิจัย ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) เพื่อศึกษาถึงวิธีการขับเคลื่อนข้อกำหนดกรุงเทพทางด้านแม่และเด็กติดผู้ต้องขังในประเทศไทย โดยเลือกใช้ทั้งหมด 2 วิธี ได้แก่ การศึกษาจากเอกสารหรืองานวิจัยที่เกี่ยวข้อง (Documentary research) ทำการศึกษาโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) ผลการศึกษาวิจัยพบว่า ผู้ต้องขังหญิงที่ตั้งครรภ์ ผู้ต้องขังหญิงที่มีลูกอ่อนและเด็กติดผู้ต้องขัง ยังมีปัญหาในหลากหลายรูปแบบแตกต่างกันไปตามลักษณะของเรือนจำและทัณฑสถานที่ผู้ต้องขังหญิงจองจำอยู่ในแต่ละจังหวัด เนื่องจากอุปสรรคอันเกิดจากงบประมาณรายปีที่อาจไม่เหมาะสมกับจำนวนผู้ต้องขังหญิงที่ตั้งครรภ์ผู้ต้องขังหญิงที่มีลูกอ่อน และเด็กติดผู้ต้องขัง ปัญหาเรื่องสถานที่อภิบาลทารก ปัญหาสุขอนามัยของผู้ต้องขังหญิง การจัดการเรือนนอนของผู้ต้องขังหญิง สวัสดิการของผู้ต้องขังหญิงที่ตั้งครรภ์ ผู้ต้องขังหลังคลอดและเด็กติดผู้ต้องขัง การขาดแคลนเจ้าหน้าที่ด้านสังคมสงเคราะห์ ด้านจิตวิทยาและการเข้าถึงกุมารแพทย์และพยาบาลผดุงครรภ์ ขาดระบบฐานข้อมูลที่เชื่อมต่อกันระหว่างเรือนจำและทัณฑสถานการประสานงานและทำงานร่วมกันระหว่างเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับแม่และเด็กติดผู้ต้องขัง ยังไม่สามารถปฏิบัติตามข้อกำหนดกรุงเทพได้อย่างสมบูรณ์ แม้จะมีแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนจากข้อกำหนดกรุงเทพก็ตามแต่ด้วยข้อจำกัดหลายประการแตกต่างกันไปตามขนาดของสถานที่และการบริหารจัดการของเจ้าหน้าที่ในแต่ละเรือนจำและทัณฑสถานทำให้ไม่สามารถขับเคลื่อนข้อกำหนดกรุงเทพด้านแม่และเด็กติดผู้ต้องขังได้อย่างเป็นรูปธรรม ข้อเสนอแนะ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย (1.) กระบวนการยุติธรรมทางอาญาไม่ควรนำผู้กระทำผิดหญิงที่ตั้งครรภ์เข้าสู่กระบวนการ ยุติธรรมทางอาญาซึ่งมีระบบลงโทษโดยใช้เรือนจำที่อาจมีผลต่อการมีเด็กติดผู้ต้องขังในเรือนจำกรมราชทัณฑ์และหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม ควรร่วมประชุมหารือเพื่อทำการปรับปรุงแก้ไข กฎหมายระเบียบ และวิธีการปฏิบัติงานที่ไม่สอดคล้องกับข้อกำหนดกรุงเทพ โดยอาจใช้กระบวนการ เบี่ยงเบนผู้กระทำผิดออกไปสักระยะหนึ่ง เพื่อให้ผู้กระทำผิดหญิงคลอดลูกเรียบร้อยแล้วจึงกลับมาเข้า สู่กระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่ใช้ระบบการบังคับโทษโดยใช้เรือนจำเป็นที่คุมขัง เพื่อเป็นการลด ภาระหน้าที่ของเจ้าหน้าที่และเป็นประโยชน์สูงสุดสำหรับตัวเด็กเอง การนำกระบวนการยุติธรรม ทางเลือกมาใช้จำเป็นต้องมีการสร้างความเข้าใจให้สังคมยอมรับเพื่อไม่ให้เกิดการคัดค้านต่อต้าน ตามมาในภายหลัง (2.) กรมราชทัณฑ์ต้องดำเนินการพัฒนาบุคลากรและเพิ่มจำนวนบุคลากรที่จำเป็นอย่าง เพียงพอเพื่อการปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพตามข้อกำหนดกรุงเทพ เพราะปัญหาเจ้าหน้าที่ไม่ เพียงพอนำไปสู่ปัญหาการขับเคลื่อนข้อกำหนดกรุงเทพในหลายข้อ โดยอาจเริ่มจากการกำหนด นโยบายเปิดรับบุคลากรเข้ามาปฏิบัติงานของกรมราชทัณฑ์ ควรเน้นบุคคลที่มีพื้นฐาน สังคม สงเคราะห์ จิตวิทยา อาชญาวิทยาหรืองานกระบวนการยุติธรรม การที่เพิ่มบุคลากรที่มีความรู้ความ เข้าใจเฉพาะทางจะช่วยให้สามารถทำงานได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะลักษณะงาน ที่ต้องทำเป็นทีม (3.) เรือนจำและทัณฑสถานต้องสำรวจปัญหา เพื่อแก้ไขและสร้างความพร้อมให้ได้มาตรฐาน ตามข้อกำหนดกรุงเทพ โดยดำเนินการตรวจอาคาร สถานที่ งบประมาณ บุคลากรด้านการแพทย์ ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านต่างๆ วัสดุอุปกรณ์ และเทคโนโลยีที่จำเป็นต่อการขับเคลื่อนข้อกำหนด กรุงเทพด้านแม่และเด็กติดผู้ต้องขัง ส่งเสริมภาคเอกชนที่มีความเชี่ยวชาญด้านต่างๆเข้ามามีส่วนร่วม ในการช่วยเหลือดูแลผู้ต้องขังหญิงมีครรภ์และเด็กติดผู้ต้องขัง เพื่อมาเติมเต็มสิ่งที่ยังบกพร่องและยัง เป็นปัญหาอยู่ นอกจากนี้ยังเป็นแนวทางในการพัฒนาประสิทธิภาพเพื่อให้เกิดประสิทธิผลที่สมบูรณ์ ที่สุด (4.) ในกรณีที่ไม่สามารถเบี่ยงเบนผู้กระทำผิดหญิงที่ตั้งครรภ์ออกไปจากกระบวนการยุติธรรมทางอาญาที่ใช้ระบบการบังคับโทษโดยใช้เรือนจำ ควรมีข้อเสนอไปที่ศาลให้ใช้อำนาจสั่งให้ทุเลาการบังคับโทษจำคุกสำหรับหญิงที่ตั้งครรภ์ (มาตรา 246 ป.วิอาญา) ให้อยู่ในสถานที่อันควรนอกจากเรือนจำหรือสถานที่ที่กำหนดไว้ในหมายจำคุกก็ได้ (5.) กรมราชทัณฑ์ควรให้ความสำคัญกับการสร้างแรงจูงใจที่ดีในการทำงานให้กับเจ้าหน้าที่ เช่น การออกระเบียบในการเบิกค่าล่วงเวลาให้กับเจ้าหน้าที่เรือนจำ ทัณฑสถาน ที่ไปดูแลพยาบาล เด็กติดผู้ต้องขังที่โรงพยาบาลภายนอกเรือนจำ เพื่อให้เกิดขวัญและกำลังใจของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงาน ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการ (1.) การสื่อสารระหว่างเรือนจำและทัณฑสถานภายในประเทศ ควรมีระบบการตรวจสอบใน เรื่องของใช้เครื่องอุปโภคบริโภคเฉพาะของแม่และเด็ก ปัญหาการขาดแคลนนม ผ้าอ้อม นมบำรุงแม่ เพื่อให้น้ำนมลูก ของเล่นเด็ก สื่อการสอนเพื่อพัฒนาการในเด็กเล็ก และอื่นๆ พบว่าบางเรือนจำยังขาด แคลนอยู่มากในขณะที่บางเรือนจำมีมากเกิดความจำเป็น ซึ่งสิ่งของเหล่านี้มีวันหมดอายุ หากมีระบบ ตรวจสอบ เพื่อส่งสิ่งของเหล่านี้ไปให้เรือนจำ และทัณฑสถานที่มีความจำเป็นต้องใช้ จะลดปัญหาการ ขาดแคลนหรือปัญหาของหมดอายุจนต้องทิ้งได้อย่างมีประสิทธิภาพ (2.) ผู้ต้องขังหญิงควรรับรู้เกี่ยวกับสิทธิประโยชน์มาตรฐานในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงเพื่อให้เข้าใจถึงสิทธิที่ตนเองมีและไม่เรียกร้องเกินสิทธิของตนเองที่ควรจะได้รับ ควรมีการจัดอบรม เรื่องข้อกำหนดกรุงเทพในด้านแม่และเด็กติดผู้ต้องขังให้กับผู้ต้องขังที่มีครรภ์ ผู้ต้องขังที่เป็นแม่ลูก อ่อน และผู้ต้องขังที่ทำหน้าที่พี่เลี้ยงเด็ก อย่างสม่ำเสมอ โดยมีวิทยากรจากภายในกรมราชทัณฑ์และ วิทยากรจากภาคเอกชนมาสร้างบรรยากาศที่ดีในการเรียนรู้และทำความเข้าใจในข้อกำหนดกรุงเทพ (3.) กรมราชทัณฑ์ควรมีการประชาสัมพันธ์เรื่องขอบเขตการทำงานของเรือนจำและทัณฑสถานแต่ละแห่งที่มีผู้ต้องขังตั้งครรภ์ ผู้ต้องขังที่เป็นแม่ลูกอ่อนและเด็กติดผู้ต้องขัง ให้ประชาชนหรือองค์กรภายนอกได้รับรู้และเข้าใจลักษณะงานและขอบเขตการทำงานของเจ้าหน้าที่ เพื่อการช่วยเหลือสนับสนุนจากหน่วยงานที่มีความพร้อมจากผู้เชี่ยวชาญที่มีความสามารถในการส่งเสริมการขับเคลื่อน ข้อกำหนดกรุงเทพด้านแม่และเด็กติดผู้ต้องขังโดยมีการประสานงานกันจากทุกภาคส่วนราชการและ ภาคเอกชน | |