thai flag
ไทย
EN

โครงการประเมินผลโปรแกรมติดตามผู้พ้นโทษ (The Evaluation of Follow-up of Released Prisoners Program)

ชื่อเรื่อง/โครงการวิจัย

โครงการประเมินผลโปรแกรมติดตามผู้พ้นโทษ (The Evaluation of Follow-up of Released Prisoners Program)

หน่วยงาน/ผู้วิจัย

ผศ.ดร.เปรมฤดี เพ็ชรกูล และคณะคณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ปีที่เผยแพร่

2566

แหล่งสืบค้น

หมวดหมู่หัวข้องานวิจัย

ด้านกระบวนการยุติธรรม ทัณฑปฏิบัติและการบริหารโทษ

ประเภท

งานวิจัย

บทคัดย่อ

วัตถุประสงค์

(1) เพื่อพัฒนาเครื่องมือการติดตามและสงเคราะห์ผู้พ้นโทษให้มีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

(2) มีการรวบรวมฐานข้อมูล หน่วยงานเครือข่ายที่ให้ความช่วยเหลือผู้พ้นโทษ

(3) ประเมินผลโปรแกรมการติดตามช่วยเหลือผู้พ้นโทษ เพื่อผลักดันแนวทางไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

วิธีการวิจัย

เป็นการดำเนินการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixred Method) ประกอบด้วย การวิจัยเชิงปริมาณเพื่อประเมินผลการอบรมการใช้แอปพลิเคชันของเจ้าหน้าที่และผู้ต้องขังที่กำลังได้รับการปล่อยตัวตามคำพิพากษา โดยเป็นกลุ่มตัวอย่างจากเจ้าหน้าที่เรือนจำละ 20 คน รวมทั้งหมด 100 คน และกลุ่มตัวอย่างผู้ต้องขังในเรือนจำ รวมทั้งหมด 108 คน และการวิจัยเชิงคุณภาพโดยวิธีการประชุมกลุ่มกับผู้บริหาร ผู้ปฏิบัติงานของกรมราชทัณฑ์ และหน่วยงานเครือข่าย และสถานประกอบการองค์กร และหน่วยงานเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับงานด้านการติดตามหลังปล่อยทและการช่วยเหลือหรือสงเคราะห์ผู้พ้นโทษ รวมทั้ง หมด 30 คน

ผลการวิจัย

ผลการประเมินโปรแกรมติดตามผู้พ้นโทษพบว่ากลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานในเรือนจำมีความรู้ความเข้าใจในการใช้โปรแกรมผู้ดูแลระบบภายหลังจากเข้าร่วมอบรมถ่ายทอดความรู้การใช้โปรแกรมผู้ดูแลระบบมากที่สุดในเรื่องความสามารถอัปเดตฐานข้อมูลหน่วยงานในฐานะของผู้ดูแลระบบเว็บไซต์คิดเป็นร้อยละ91.0โดยภาพรวมด้านความสามารถในการเป็นผู้ดูแลระบบอยู่ในระดับดีมาก ค่าเฉลี่ย คือ 4.32 และด้านประโยชน์ของการใช้งานแอปพลิเคชัน ค่าเฉลี่ย คือ 4.11 ทั้งนี้การทดสอบสมมุติฐานพบว่าช่วงอายุและประสบการณ์ในการทำงานที่แตกต่างกันมีผลต่อความสามารถในการเป็นผู้ดูแลระบบแตกต่างกันกลุ่มผู้กำลังจะพันโทษ มีความรู้ความเข้าใจในการใช้งานแอปพลิเคขันภายหลังจากเข้าร่วมอบรมถ่ายทอดความรู้การใช้งานแอปพลิเคชันในสัดส่วนที่มากถึงร้อยละ 95 จากทุกข้อคำถาม โดยภาพรวมค่าเฉลี่ยด้านความสามารถในการใช้งาน คือ 4.51 และด้านประโยชน์จากการใช้งานแอปพลิเคชัน คือ 4.31 ทั้งนี้ ผลการพดสอบสมมติฐานพบว่า กลุ่มตัวอย่างที่มีฐานความผิดและมีความสามารถในการใช้งานแอปพลิเคชันที่ต่างกันเห็นถึงประโยชน์ของการใช้งานแอปพลิเคชันที่ต่างกันโดยมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีความยินดีที่จะเข้าใช้งานและเป็นส่วนหนึ่งของระบบแอปพลิเคชัน เนื่องจากแอปพลิเคชันมีความน่าสนใจ ไม่ขับซ้อน จึงง่ายต่อการเข้าใช้งาน อีกทั้งเป็นแรงบัน ดาลใจในการดำเนินชีวิตให้กับผู้ที่กำลังจะได้รับการปล่อยตัวและผู้พ้นโทษได้

ข้อเสนอแนะ

ภาครัฐหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรมีการประกาศใช้แอปพลิเคชันอย่างเป็นทางการ จัดทำความร่วมมือระหว่างหน่วยงานเครือข่ายและกระทรวงยุติธรรม เพื่อสนับสนุนการใช้แอปพลิเคชันเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องและยั่งยืน