thai flag
ไทย
EN

การปฏิบัติงานของทีมสหวิชาชีพในการดูแลผู้ต้องขังหญิงตั้งครรภ์ในเรือนจำกลาง

ชื่อเรื่อง/โครงการวิจัย

การปฏิบัติงานของทีมสหวิชาชีพในการดูแลผู้ต้องขังหญิงตั้งครรภ์ในเรือนจำกลาง

หน่วยงาน/ผู้วิจัย

นรรฐพร เพียรพิทักษ์

ปีที่เผยแพร่

2564

แหล่งสืบค้น

หมวดหมู่หัวข้องานวิจัย

ด้านการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง

ประเภท

วิทยานิพนธ์

บทคัดย่อ

วัตถุประสงค์

1. เพื่อศึกษาการปฏิบัติงานของทีมสหวิชาชีพที่ดูแลผู้ต้องขังหญิงตั้งครรภ์ในเรือนจำกลาง

2. เพื่อศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติงานของทีมสหวิชาชีพกับผู้ต้องขังหญิงตั้งครรภ์ในเรือนจำกลาง

วิธีการศึกษา

โดยเป็นการศึกษาวิธีวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) จากสหวิชาชีพที่เป็นผู้ปฏิบัติงาน หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับ ผู้ต้องขังหญิงตั้งครรภ์ที่ปฏิบัติงานภายในเรือนจำกลางทั่วประเทศ จำนวน 146 คน ทั้งหมด 23 เรือนจำ ได้แก่ ผู้บังคับแดนหญิง พยาบาลวิชาชีพ นักทัณฑวิทยา นักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยาและนักวิชา การอบรมและฝึกวิชาชีพ

ผลการศึกษาพบว่า

การทำงานของทีมสหวิชาชีพภายใต้กระบวนการปฏิบัติงานตามข้อกำหนดกรุงเทพฯ ประกอบด้วย

1. ขั้นแรกรับ

2. ขั้นฟื้นฟู/สวัสดิการ

3. ขั้นเตรียมความพร้อม

4. ขั้นดูแลหลังปล่อย

จากการศึกษาพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีการทำงานของทีมสหวิชาชีพกับผู้ต้องขังหญิงตั้งครรภ์ภายใต้กระบวนการปฏิบัติงานตามข้อกำหนดกรุงเทพฯ ในภาพรวมระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.08) เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีการปฏิบัติตามในขั้นแรกรับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.31) และขั้นดูแลหลังปล่อยน้อยที่สุด (ค่าเฉลี่ย 3.73) ปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติงานของทีมสหวิชาชีพกับผู้ต้องขังหญิงตั้งครรภ์ในเรือนจำกลาง พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติงานของทีมสหวิชาชีพกับผู้ต้องขังหญิงตั้งครรภ์ในเรือนจำกลางในภาพรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย 4.03 โดยมีปัญหาด้านข้อจำ กัดของสถานที่มากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.14) รองลงมาปัญหาด้านบุคลากรในการปฏิบัติงาน ปัญหาด้านงบประมาณที่ได้รับในการจัดสรร และมีปัญหาด้านการประสานงาน ตามลำดับ และผลการศึกษาเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างข้อมูลทั่วไปกับการปฏิบัติงานของทีมสหวิชาชีพในการดูแลผู้ต้องขังหญิงตั้งครรภ์ในเรือนจำกลางตามข้อกำหนดกรุงเทพฯ พบว่าตำแหน่งและเพศที่แตกต่างกัน ทำให้การปฏิบัติงานของทีมสหวิชาชีพในการดูแลผู้ต้องขังหญิงตั้งครรภ์ในเรือนจำกลาง ตามข้อกำหนดกรุงเทพฯแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และผลการศึกษาเปรียบเทียบความแตกต่าง ระหว่างข้อมูลทั่วไปกับปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติงานของทีมสหวิชาชีพกับผู้ต้องขังหญิงตั้งครรภ์ในเรือนจำกลาง พบว่าเพศและสถานที่ตั้งเรือนจำที่แตกต่างกัน ทำให้มีปัญหาอุปสรรคการทำงานของทีมสหวิชาชีพภายใต้กระบวนการปฏิบัติงานตามข้อกำหนดกรุงเทพฯ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05

ข้อเสนอแนะ

1.ข้อเสนอแนะระดับนโยบาย

1. กรมราชทัณฑ์ควรเพิ่มอัตรากำลังที่จำเป็นในการปฏิบัติงานเฉพาะด้านที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้ต้องขังหญิงตั้งครรภ์ เด็กติดผู้ต้องขัง และผู้ต้องขังหลังคลอด ได้แก่ พยาบาลวิชาชีพ สังคมสงเคราะห์ และจิตวิทยา เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนการปฏิบัติงานตามข้อกำหนดกรุงเทพฯได้อย่างมีประสิทธิภาพ

2. กรมราชทัณฑ์ควรส่งเสริมพัฒนาความรู้ของเจ้าหน้าที่ในเรือนจำในเรื่องข้อกำหนดกรุงเทพฯ กฎ ระเบียบต่างๆที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้ต้องขังหญิงตั้งครรภ์ เด็กติดผู้ต้องขังและผู้ต้องขังหลังคลอด และควรจัดทำคู่มือการปฏิบัติงานเกี่ยวกับขั้นตอน และระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้ต้องขังหญิงตั้งครรภ์ เด็กติดผู้ต้องขัง และผู้ต้องขังหลังคลอด เพื่อใช้เป็น

แนวทางในปฏิบัติงานให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ

3. กรมราชทัณฑ์ควรสำรวจและจัดสรรงบประมาณของใช้อุปโภคและบริโภคเฉพาะของผู้ต้องขังหญิงตั้งครรภ์ เด็กติดผู้ต้องขัง และผู้ต้องขังหลังคลอดบุตรให้เหมาะสมและเพียงพอต่อความต้องการ ได้แก่ ผ้าอ้อม นมบำรุงแม่เพื่อให้น้ำนมบุตร สื่อหรืออุปกรณ์ต่างๆ ที่ใช้พัฒนาทักษะเด็กเล็กของเรือนจำต่างๆ ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

4. กรมราชทัณฑ์ควรจัดสรรสถานที่และสภาพแวดล้อมเป็นไปตามมาตรฐานด้านสุขลักษณะเหมาะสมกับผู้ต้องขังหญิงตั้งครรภ์ เด็กติดผู้ต้องขังและผู้ต้องขังหลังคลอดโดยจัดพื้นที่เฉพาะแยกให้กับผู้ต้องขังหญิงที่ตั้งครรภ์ การเลี้ยงดูเด็กแรกเกิดและเด็กติดผู้ต้องขังให้ได้อย่างชัดเจนเป็นรูปธรรม

2.ข้อเสนอแนะระดับการปฏิบัติการ

1. เรือนจำควรส่งเสริมและพัฒนาความรู้ความเข้าใจให้กับบุคลากรโดยการจัดการอบรม แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในการปฏิบัติงานด้านการดูแลผู้ต้องขังหญิงตั้งครรภ์เด็กติดผู้ต้องขัง และผู้ต้องขังหลังคลอด เพื่อให้การปฏิบัติงานมีขั้นตอนการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรม และเป็นมาตรฐานเดียวกัน

2. เรือนจำควรจัดฝึกอบรมอาชีพให้กับผู้ต้องขังหญิงตั้งครรภ์ ตามความต้องการของผู้ต้องขัง และควรประเมินความต้องการด้านทุนประกอบอาชีพของผู้ต้องขังหญิงภายหลังพ้นโทษเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังภายหลังพ้นโทษ

3. เรือนจำควรให้ความสำคัญในการสร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วมกับองค์กรต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยงานภาครัฐหน่วยงานภาคเอกชน และภาคประชาสังคม เพื่อสนับสนุนการทำงานในด้านต่างๆ ในการช่วยเหลือสนับ สนุนเครื่องอุปโภคบริโภค การติดตามและประเมินผลโดยผ่านกลไกของอาสาสมัคร เพื่อช่วยสนับสนุนให้กระ บวนการทำงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น