การบูรณาการงานพัฒนาพฤตินิสัยผู้กระทำผิดระหว่างกรมราชทัณฑ์ กรมคุมประพฤติและกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน
ชื่อเรื่อง/โครงการวิจัย | การบูรณาการงานพัฒนาพฤตินิสัยผู้กระทำผิดระหว่างกรมราชทัณฑ์ กรมคุมประพฤติและกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน: รายงานวิจัย |
หน่วยงาน/ผู้วิจัย | เพลินใจ แต้เกษม |
ปีที่เผยแพร่ | 2559 |
แหล่งสืบค้น | |
หมวดหมู่หัวข้องานวิจัย | ด้านการพัฒนาผู้ต้องขัง |
ประเภท | งานวิจัย |
บทคัดย่อ | |
การศึกษาเรื่อง “โครงการบูรณาการงานพัฒนาพฤตินิสัยผู้กระทำผิดระหว่างกรมราชทัณฑ์ กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน และกรมคุมประพฤติ" เป็นการวิจัยประยุกต์ (Applied Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบและกระบวนการพัฒนาพฤตินิสัยผู้กระทำผิดทั้งในและต่างประเทศ เพื่อการจัดการองค์ความรู้ เทคนิคและทักษะในการปฏิบัติงาน ด้านการพัฒนาพฤตินิสัยผู้กระทำผิด ทั้ง ๓ กรม และเพื่อสร้างระบบการบูรณาการงานพัฒนาพฤตินิสัยผู้กระทำผิดระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อคืนคนดีสู่สังคมดังนั้นเพื่อให้ผลการศึกษาเกิดประโยชน์กับการปฏิบัติงานขององค์กรในการสร้างระบบการพัฒนาพฤตินิสัยผู้กระทำผิดของกระทรวงยุติธรรมทั้งในกลุ่มเด็กเยาวชนผู้ต้องขัง และผู้ถูกคุมประพฤติ โดยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) และเก็บข้อมูลเชิงลึก ประกอบด้วย การจัดประชุมกลุ่มย่อย (Focus Group) เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ งานด้านการพัฒนาพฤตินิสัยผู้กระทำผิดของทั้งสามองค์กร จำนวน ๔ ครั้ง ณ จังหวัดขอนแก่น นนทบุรี เชียงใหม่ และฉะเชิงเทรา นอกจากนั้น ยังได้จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ รวม ๔ ครั้ง เรื่อง การจำแนกลักษณะผู้กระทำผิด โปรแกรมการแก้ไขผู้กระทำผิด การเตรียมความพร้อมก่อนปล่อย และการสงเคราะห์หลังปล่อย รวมทั้งการ บูรณาการร่วมกับภาคเอกชนเครือข่ายภาคเอกชน และการสัมภาษณ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงยุติธรรมจำนวน ๕ ท่าน และลงพื้นที่เพื่อสรุปรูปแบบการบูรณาการกับพื้นที่จังหวัดลำพูนและจังหวัดอุบลราชธานี โดยมีผลการศึกษา ดังนี้ การบูรณาการงานพัฒนาพฤตินิสัยผู้กระทำผิดของประเทศไทย ซึ่งครอบคลุมภารกิจของ กรมราชทัณฑ์ กรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนกรมคุมประพฤตินั้นมีทั้งความคล้ายคลึงและความแตกต่าง กล่าวคือ ความคล้ายคลึงในภารกิจร่วมในการพัฒนาพฤตินิสัยเพื่อการแก้ไขผู้กระทeผิดทั้งที่เป็นกลุ่มเด็กเยาวชนผู้ใหญ่และผู้ถูกคุมประพฤติให้กลับตัวเป็นคนดีและกลับไปดรงชีวิตได้โดยชุมชนยอมรับ และสามารถปรับตัวได้ในชุมชน ควบคู่กับการป้องกันสังคมจากการกลับมากระทำผิดซ้ำอีกในขณะเดียวกันก็มีความแตกต่างคือกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนและราชทัณฑ์ ดูแลผู้ใหญ่ที่กระทำผิด และเด็กเยาวชนก้าวพลาด ในลักษณะการควบคุมไว้ในสถานที่ที่มีลักษณะปิด มีกฎกติกาในการดำรงชีวิต มีการพัฒนาพฤตินิสัยตามโปรแกรมเฉพาะ ซึ่งอยู่ในสภาพแวดล้อมปิดที่มีความมั่นคงตามลำดับโทษจากการกระทำผิด ส่วนกรมคุมประพฤติ ดูแลผู้ถูกคุมประพฤติตามคำสั่งศาล ซึ่งเป็นผู้กระทำผิดในชั้นก่อน และหลังการพิจารณาคดี และรวมถึงการบำบัดรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ติดยาเสพติดแบบบังคับรักษาที่มีลักษณะจำเป็นต้องยึดโยงอยู่กับชุมชน ด้วยการระดมทรัพยากรทุกด้านจากชุมชน มาใช้ในการปฏิบัติภารกิจ อีกทั้งต้องเสริมสร้างและพัฒนาเครือข่ายชุมชน ควบคู่กับมาตรการการหันเหคดีออกจากกระบวนการยุติธรรม (Diversion From Justice System) และการป้องกันอาชญากรรม มีลักษณะต้องแฝงตัวใกล้ชิดกับชุมชน เนื่องจากต้องทำหน้าที่สืบเสาะ พินิจ ควบคุมและสอดส่อง เพื่อให้การฟื้นฟูพฤตินิสัยมีประสิทธิภาพสูงสุดด้วยการป้องกันมิให้ผู้ถูกคุมประพฤติกลับมากระทำผิดซ้ำอีกซึ่งผลจากการบูรณาการในด้านการพัฒนาพฤตินิสัย จะก่อให้เกิดการรวมตัวกันระหว่างหน่วยงานในกระทรวงยุติธรรมภายใต้กลุ่มภารกิจการพัฒนาพฤตินิสัย ซึ่งเป็นการรวมพลังทั้งในด้านองค์ความรู้ บุคลากร ทรัพยากรในพื้นที่ ให้มีความแข็งแกร่ง ไม่เป็นการทำงานในลักษณะต่างคนต่างทำเหมือนในอดีตที่ผ่านมา โดยข้อเสนอของคณะวิจัย การบูรณาการแบ่งออกได้ ๒ ระยะ และ ๕ รูปแบบ กล่าวคือ การบูรณาการระยะสั้น หรือระยะเริ่มแรก ดำเนินการได้ดังนี้ ๑. การบูรณาการระบบข้อมูลผู้กระทำผิด แบ่งเป็น ๑.๑ การส่งต่อข้อมูลผู้กระทำผิดที่เคยอยู่ในความดูแลของกรมพินิจฯแล้วมาถูกจำคุกอยู่กรมราชทัณฑ์และผู้ต้องขังกรมราชทัณฑ์ที่ได้รับพักการลงโทษและลดวันต้องโทษจำคุกปล่อยตัวไปอยู่ในความดูแลของกรมคุมประพฤติและผู้กระทำผิดที่ศาลสั่งสืบเสาะแล้วถูกจำคุกส่งตัวมาเรือนจำ เป็นต้น ทั้ง ๓ หน่วย ควรประชุมเพื่อระบุว่าต้องการข้อมูลใดบ้าง เพื่อนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์๑.๒ การแลกเปลี่ยนข้อมูลทาง DXC (Data Exchange Center) ซึ่งเป็นศูนย์แลกเปลี่ยนข้อมูลกระบวนการยุติธรรมที่ช่วยให้หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม สามารถค้นหาข้อมูลได้อย่างสะดวก รวดเร็ว ซึ่งทั้ง ๓ หน่วยต้องลงข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน ๒. การบูรณาการด้านองค์ความรู้ ในเรื่องเกี่ยวกับ ๒.๑ การจำแนกลักษณะผู้กระทำผิด แบบสัมภาษณ์ในการวิเคราะห์ผู้กระทำผิด เพื่อจัดทำแผนบำบัดแก้ไข ๒.๒ แบบประเมินทางจิตวิทยา เครื่องมือในการช่วยวิเคราะห์ผู้กระทำผิดนอกเหนือจากแบบจำแนกฯ เพื่อประเมินปัญหาด้านสุขภาพจิต และจำแนกกลุ่มที่มีปัญหาสภาพจิตใจ ๒.๓ โปรแกรมแก้ไขผู้กระทำผิด ที่สามารถใช้กับเยาวชนที่กระทำผิด ผู้ต้องขัง และผู้ถูกคุมประพฤติ เช่น โปรแกรมชุมชนบำบัด ฯลฯ ๒.๔ การเตรียมความพร้อมก่อนปล่อย ให้มีการจำแนกผู้กระทำผิดก่อนกลับสู่สังคม ว่ามีความเสี่ยงในการไปกระทำผิดซ้ำระดับใด มีความต้องการความช่วยเหลือด้านใดบ้าง เช่น เงินทุน อาชีพ การรักษาพยาบาล ฯลฯ เพื่อเป็นข้อมูลให้แก่หน่วยงานที่จะรับไปดูแลต่อ ๓. การบูรณาการด้านการพัฒนาศักยภาพบุคลากร ควรมีหน่วยงานที่รับผิดชอบในการอบรมเจ้าหน้าที่ที่ทำงานด้านการพัฒนาพฤตินิสัยผู้กระทำผิดของทั้ง ๓ กรม เพื่อให้เจ้าหน้าที่มีความชำนาญ มีทักษะและความเชี่ยวชาญในการทำงานแบบมืออาชีพทั้งนี้อาจเป็นหน่วยงานอบรมที่อยู่ในแต่ละกรมหรือหน่วยงานอบรมสังกัดกระทรวงยุติธรรม ๔. การบูรณาการด้านพื้นที่ ให้มีการกำหนดหัวข้อเรื่องการบูรณาการงานพัฒนาพฤตินิสัยผู้กระทำผิดอยู่ในวาระการประชุมของหัวหน้าสำนักงานยุติธรรมจังหวัดในแต่ละเดือนและให้รายงานผลให้กระทรวงยุติธรรมทราบถึงการพัฒนาการบูรณาการร่วมกันการบูรณาการระยะยาว ดำเนินการได้ดังนี้ ๑. งานอาสาสมัคร ตามนโยบายของรัฐบาลทีต้องการให้อาสาสมัครของกระทรวงต่างๆ เข้ามามีส่วนร่วมมือในการให้คำปรึกษาแนะนำและช่วยเหลือผู้กระทำผิด ฉะนั้นในอนาคต ควรมีการรวมอาสาสมัครของกระทรวงยุติธรรม กระทรวงแรงงาน กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เข้าด้วยกัน โดยจัดอบรมให้ความรู้เพื่อให้ทราบถึงบทบาทหน้าที่ในการช่วยเหลือผู้กระทำผิด ๒. การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนและประชาชน ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการช่วยเหลือผู้กระทำผิด ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือของหลายฝ่าย ในฐานะหน่วยงานภาคีเครือข่าย (Partnership) ๓. การสร้างความตระหนักของสังคม (Social Awareness) ในการยอมรับผู้พ้นโทษ ซึ่งควรมีการประชาสัมพันธ์กิจกรรมที่สะท้อนให้เห็นการคืนคนดีสู่สังคม โครงการแบรนด์ผลิตผลคนดี มีการคัดเลือกผู้พ้นโทษที่ประสบความสำเร็จในการดำเนินชีวิต มีงานทำ โครงการคืนคนดีสู่สังคม โดยการจ้างงานผู้พ้นโทษให้มีงานทำในช่วงระยะแรกที่ได้รับการปล่อยตัวจากผลการศึกษาวิจัย การบูรณาการสามารถดำเนินการได้ ๕ รูปแบบ ดังนี้ ๑. การบูรณาการด้านนโยบาย เห็นควรกำหนดนโยบายอาญาร่วมกันระหว่างกลุ่มภารกิจด้านการพัฒนาพฤตินิสัยในกระทรวงยุติธรรมมีการวางแผนดำเนินการร่วมกันในการแก้ไขผู้กระทำผิดทั้งในด้านองค์ความรู้ การส่งต่อข้อมูลเครื่องมือในการแก้ไข บุคลากร การนำหน่วยงานภาคีเครือข่ายเข้ามามีส่วนร่วมตลอดจนการจัดอบรมบุคลากรร่วมกันมีการหันเหผู้กระทำผิดออกจากกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ (Diversion) มีการสร้างความตระหนักของสังคม (Social Awareness) ต่อการยอมรับผู้พ้นโทษกลับสู่สังคมร่วมกัน ๒. การบูรณาการระบบข้อมูลผู้กระทำผิด ควรมีการส่งต่อข้อมูลผู้ต้องขังที่พ้นโทษให้กรมคุมประพฤติ ส่งข้อมูลเยาวชนที่เคยอยู่ศูนย์ฝึกอบรมและกระทำผิดซ้ำกลับเข้ามาอยู่เรือนจำให้กรมราชทัณฑ์ และมีการส่งต่อข้อมูลเด็กที่มอบให้กรมคุมประพฤติติดตามดูแล เป็นต้น ๓. การบูรณาการองค์ความรู้/ลักษณะงาน การบูรณาการลักษณะงานที่คล้ายคลึงกันทั้งในด้านการจำแนกผู้กระทำผิด แบบจำแนกเพื่อวิเคราะห์สภาพปัญหา ความต้องการ ความเสี่ยง การจัดโปรแกรมการแก้ไขผู้กระทำผิด เช่น ชุมชนบำบัด โปรแกรมทักษะชีวิต ครอบครัวบำบัด โปรแกรมการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อย ตลอดจนทำเนียบเครือข่ายทรัพยากรทางสังคม ๔. ระดับพื้นที่ เนื่องจากทุกหน่วยงานมีการดำเนินงานในพื้นที่ทุกจังหวัด ดังนั้น ทรัพยากรสังคมที่มีในจังหวัด เช่น หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ตลาดแรงงาน บุคลากร สามารถแลกเปลี่ยนและเป็นเครือข่ายร่วมกันได้ โดยให้หัวหน้าสำนักงานยุติธรรมจังหวัดซึ่งมีภารกิจหน้าที่ในการคืนคนดีสู่สังคมเป็นผู้จัดประชุมหัวหน้าหน่วยงานในจังหวัดทุกเดือนโดยให้มีการกำหนด เรื่องการบูรณาการงานพัฒนาพฤตินิสัยผู้กระทำผิด อยู่ในวาระการประชุม ๕. การบูรณาการงานอาสาสมัคร เนื่องจากนโยบายของรัฐต้องการให้มีการนำประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการทำงาน เช่น กรมคุมประพฤติมีอสค. กรมพินิจฯ มีคณะกรรมการสงเคราะห์เด็กและเยาวชน สำนักงานปลัดกระทรวงยุติธรรมมีอาสาสมัครยุติธรรมชุมชน ควรนำมารวมกันเป็นอาสาสมัครกระทรวงยุติธรรม เพื่อให้ทำหน้าที่เยี่ยมบ้านผู้ต้องขังที่มีปัญหาครอบครัว การรักษาพยาบาลทุนการศึกษาบุตรหรือเยี่ยมบ้านให้คำปรึกษาแนะนำและให้การสงเคราะห์แก่ผู้ต้องขังที่พ้นโทษจากกรมราชทัณฑ์ ข้อเสนอแนะในการศึกษาวิจัย ๑.การเชื่อมโยงข้อมูลผู้กระทำผิดทั้ง ๓ กรมควรมีการส่งต่อข้อมูลผู้กระทำผิดให้แก่กรมที่จะไปรับผิดชอบดูแลต่อเพื่อให้มีความต่อเนื่อง เกื้อกูลกัน รวมทั้งให้มีการเชื่อมโยงข้อมูลในระบบ DXC ควรมีการกระตุ้นให้ทุกหน่วยงานเห็นความสำคัญและลงข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน รวมทั้งมีการประชุมร่วมกันทั้ง ๓ กรม ว่าต้องการข้อมูลใดบ้างในการนำไปใช้ประโยชน์ ๒.กระบวนการทำงานที่คล้ายกันทั้งการจำแนกลักษณะผู้กระทำผิด โปรแกรมแก้ไขผู้กระทำผิด การเตรียมความพร้อมก่อนปล่อย และการสงเคราะห์หลังปล่อย ควรมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน เพื่อนำสิ่งที่เป็น Best Practice ของแต่ละกรมไปใช้ เช่น เครื่องมือในการวิเคราะห์ผู้กระทำผิด แบบจำแนกลักษณะผู้กระทำผิด แบบประเมินทางจิตวิทยา ฯลฯ โปรแกรมแก้ไขที่สามารถเป็นต้นแบบใช้ได้ทุกกรม เช่น โปรแกรมชุมชนบำบัด โปรแกรมทักษะชีวิต ฯลฯ ๓. ควรมีการจัดอบรมบุคลากรที่ปฏิบัติงานด้านการพัฒนาพฤตินิสัยร่วมกันโดยแต่ละกรมอาจจะจัดเองหรือมอบให้สำนักพัฒนาบุคลากร กระทรวงยุติธรรมจัดอบรม โดยให้มีเจ้าหน้าที่ทั้ง ๓ กรมเข้ารับการอบรมด้วย ๔. ควรมีการจัดทำทำเนียบเครือข่ายทรัพยากรทางสังคมร่วมกันว่าในแต่ละจังหวัดมีหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชนใดบ้างที่ให้การสงเคราะห์ช่วยเหลือผู้กระทำผิดเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการติดต่อได้สะดวกรวดเร็วและแต่ละหน่วยงานจะมีข้อมูลที่ขยายเครือข่ายได้กว้างขวางขึ้น๕.ให้มีการแลกเปลี่ยนวิทยากรของแต่ละกรมในแต่ละพื้นที่ซึ่งจะเชี่ยวชาญในด้านต่างๆสามารถเชิญไปเป็นวิทยากรให้ความรู้หรือจัดกลุ่มบำบัดแก้ไขให้แก่ผู้กระทำผิด๖.การจัดประชุมของหัวหน้าสำนักงานยุติธรรมจังหวัดในแต่ละเดือน เห็นควรให้มีการกำหนดหัวข้อเรื่องการบูรณาการงานพัฒนาพฤตินิสัยผู้กระทำผิดอยู่ในวาระการประชุมด้วย เพื่อให้มีการประชุมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและพัฒนางานร่วมกัน ๗.เห็นควรอบรมอาสาสมัครคุมประพฤติ อาสาสมัครยุติธรรมชุมชนคณะกรรมการสงเคราะห์เด็กและเยาวชนเป็นอาสาสมัครกระทรวงยุติธรรมเพื่อร่วมกันทำงานแก้ไขช่วยเหลือผู้กระทำผิด ๘. ควรกำหนดให้มีวันแห่งการให้โอกาสผู้พ้นโทษ โดยมีการจัดกิจกรรมของผู้พ้นโทษและสร้างความเข้าใจในการยอมรับผู้พ้นโทษมีการรณรงค์ให้เป็นสัปดาห์แห่งการจัดกิจกรรมต่างๆเพื่อสร้างความตระหนักของสังคมต่อการยอมรับผู้พ้นโทษกลับสู่สังคม๙.ควรมีการทำบันทึกข้อตกลงความร่วมมือกับกรมประชาสัมพันธ์เพื่อให้การสนับสนุนประชาสัมพันธ์ข่าว กิจกรรมด้านการพัฒนาพฤตินิสัยผู้กระทำผิด จัดทำสกู้ปข่าว สื่อในเชิงสร้างสรรค์ เพื่อปรับทัศนคติเชิงบวกให้แก่สังคมในการยอมรับผู้กระทำผิด ๑๐.ทั้ง ๓ กรม ควรมีโครงการ Through Care สงเคราะห์ต่อเนื่องไร้รอยต่อ นับจากผู้กระทำผิดถูกควบคุมอยู่ในสถานควบคุมจนกระทั่งได้รับการปล่อยตัวกลับคืนสู่สังคม โดยมอบให้ชุมชนดูแล ๑๑.เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนงานด้านการบูรณาการ ควรกำหนดเป็นตัวชี้วัดระดับกระทรวงในเรื่องการบูรณาการงานพัฒนาพฤตินิสัยผู้กระทำผิด | |