thai flag
ไทย
EN

โครงการศึกษาและวิจัยแนวทางการพัฒนาฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ด้านการกระทำผิดซ้ำและติดตามผู้พ้นโทษจากระบบพัฒนาพฤตินิสัยของประเทศไทยเพื่อใช้ประโยชน์ในการกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ในการป้องกันอาชญากรรมอย่างมีประสิทธิภาพ

ชื่อเรื่อง/โครงการวิจัย

โครงการศึกษาและวิจัยแนวทางการพัฒนาฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ด้านการกระทำผิดซ้ำและติดตามผู้พ้นโทษจากระบบพัฒนาพฤตินิสัยของประเทศไทยเพื่อใช้ประโยชน์ในการกำหนดนโยบายและยุทธศาสตร์ในการป้องกันอาชญากรรมอย่างมีประสิทธิภาพ

หน่วยงาน/ผู้วิจัย

ธัชเฉลิม สุทธิพงษ์ประชา

ชวนัสถ์ เจนการ

พิมพ์พร เนตรพุกกณะ

จิราภรณ์ ชมบุญ

ปีที่เผยแพร่

2562

แหล่งสืบค้น

หมวดหมู่หัวข้องานวิจัย

ด้านกระบวนการยุติธรรม ทัณฑปฏิบัติ และการบริหารโทษ

ประเภท

งานวิจัย

บทคัดย่อ

วัตถุประสงค์

เพื่อวิเคราะห์แนวทางในการจัดทำระบบตรวจวัดการกระทำผิดซ้ำและติดตามผู้พ้นโทษจากระบบพัฒนาพฤตินิสัย การบริหารจัดการข้อมูลผู้พ้นโทษและการกระทำผิดซ้ำของประเทศไทย ตลอดจนการใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลในการกำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์ และกลยุทธในการป้องกันอาชญากรรมโดยศึกษาข้อมูลของประเทศไทยเปรียบเทียบกับต่างประเทศ 17 ประเทศ และจัดทำข้อเสนอแนะในการพัฒนา ระบบการจัดเก็บและเชื่อมโยงฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data)

วิธีการศึกษา

ผลการศึกษาพบว่า

(1.) ในประเด็นเกี่ยวกับระบบตรวจวัดการกระทำผิดซ้ำและติดตามผู้พ้นโทษจากกลุ่มประเทศตัวอย่าง 15 ประเทศ พบว่า

- มาตรฐานคำนิยามกรณีใช้ข้อมูลจากเรือนจำ ปรากฏข้อมูลใน 2 ลักษณะ คือ

ลักษณะที่ 1 เป็นการกำหนดคำนิยามการกระทำผิดซ้ำโดยการนับจากจำนวนนักโทษที่อยู่ในเรือนจำในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งแล้วจัดทำนับจำนวนนักโทษที่กระทำผิดครั้งแรกเปรียบเทียบกับนักโทษที่กระทำผิดครั้งที่สองขึ้นไป

ลักษณะที่ 2 เป็นการกำหนดคำนิยามโดยนับจากนักโทษที่ได้รับโทษจำคุกแล้วกลับมาต้องโทษจำคุกในเรือนจำอีกภายในระยะเวลาติดตามที่กำหนด (Follow-up Period)

- ระบบการจัดเก็บข้อมูลของผู้ต้องโทษและติดตามผู้พ้นโทษของหน่วยงาน มักจะใช้ระบบข้อมูลภายในของหน่วยงานราชทัณฑ์ในการจัดเก็บและวิเคราะห์ประมวลผลตัวเลขการกระทำผิดซ้ำตามมาตรฐานการปฏิบัติโดยทั่วไปหน่วยราชทัณฑ์ของประเทศต่าง ๆ จะมีระบบฐานข้อมูลสำหรับการจัดเก็บข้อมูลผู้ต้องโทษและเมื่อผู้ต้องโทษกลับเข้ามารับโทษอีกครั้งก็จะสามารถตรวจสอบยืนยันได้ โดยการเชื่อมโยงข้อมูลกับหน่วยงานอื่นและไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับข้อห้ามการใช้ข้อมูลตามกฎหมาย

- ความพยายามในการสร้างมาตรฐานและความเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม หลายประเทศมีหน่วยงานด้านพัฒนาพฤตินิสัยดูแลรับผิดชอบผู้กระทำผิดที่ถูกควบคุมตัวในเรือนจำและภายนอกเรือนจำ โดยใช้ระบบข้อมูลงานต้านพัฒนาพฤตินิสัยกลางจัดเก็บแลติดตามผู้พ้นโทษ ซึ่งหากการบริหารจัดการข้อมูลผู้กระทำผิดเป็นระบบกลางจะไม่พบปัญหาเรื่องมาตรฐานและการเชื่อมโยงข้อมูล

- อำนาจของหน่วยงานศูนย์กลางบูรณาการข้อมูล หน่วยงานประสานงานด้านสถิติมีลักษณะของการประสานงานโดยไม่มีอำนาจพิเศษของหน่วยงานกลางในการบูรณาการข้อมูล แต่ใช้อำนาจ

หน้าที่ในเชิงนโยบาย หรือเป็นลักษณะความสัมพันธ์ของรัฐบาลกลางกับรัฐบาลท้องถิ่นซึ่งงานปฏิบัติการ งานบริหารจัดการ และงานด้านข้อมูลโดยหลักแล้วจะเป็นงานของรัฐบาลท้องถิ่น

- หลายประเทศมีกฎหมายคุ้มครองการเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งตามกฎหมายโดยทั่วไปหมายความถึงข้อมูลที่สามารถนำไปใช้อ้างอิงระบุถึงตัวบุคคลได้ ในบางประเทศไม่มีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลเป็นการเฉพาะแต่จะมีระเบียบการปฏิบัติ (SOP) ภาครัฐคุ้มครองความปลอดภัยของข้อมูล ซึ่งมีข้อกำหนดเกี่ยวกับการห้ามเผยแพร่ข้อมูลส่วนบุคคลรวมทั้งขยาpขอบเขตการคุ้มครองถึงข้อมูลละเอียดอ่อน (Sensitive Data) ด้วย

(2.) หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยได้พัฒนาระบบฐานข้อมูลเพื่อจัดเก็บข้อมูลอาชญากรรมที่เป็นประโยชน์ต่อการป้องกันการกระทำผิดซ้ำและติดตามผู้พ้นโทษจากระบบพัฒนาพฤตินิสัย เช่น ระบบฐานข้อมูลประวัติผู้กระทำความผิด (CDS) ของกองทะเบียนประวัติอาชญากร สำนักงานตำรวจแห่งชาติระบบบริหารข้อมูลคดีสถานีตำรวจ (CRIMES) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ระบบสารบบคดี สำนักงานอัยการสูงสุดเป็นต้น ทั้งนี้ จากผลการศึกษาสามารถสรุปสภาพปัญหาได้ 3 ประเด็น คือ

ประเด็นที่ 1 ความหลากหลายของคำจำกัดความของการกระทำผิดซ้ำทางอาญาที่หน่วยงานในประเทศไทยใช้อยู่ในปัจจุบัน ทำให้เกิดความลักลั่นในการจัดเก็บข้อมูลและการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน มีระบบการบริหารจัดการฐานข้อมูลที่ทุกหน่วยงานสามารถเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ หน่วยงานอาจจำเป็นต้องมีคำนิยามเชิงปฏิบัติการของการกระทำผิดซ้ำเพื่อใช้ประโยชน์ในขอบเขตข้อกฎหมายและบริบทของหน่วยงานเอง จึงไม่สามารถใช้นิยามที่เป็นมาตรฐานเดียวกันได้

ประเด็นที่ 2 ความเชื่อมโยงฐานข้อมูลผู้ต้องโทษและการติดตามผู้พ้นโทษของแต่ละหน่วยงาน หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมของประเทศไทยมีความพร้อมพอสมควรในการเชื่อมโยงข้อมูลและจัดทำข้อมูลการกระทำผิดซ้ำได้ โดยอาศัยข้อมูลเลขประจำตัวประชาชนผู้กระทำผิดมาตรวจสอบกับข้อมูลการจับกุมผู้ต้องหากองทะเบียนประวัติอาชญากรมาจัดทำเป็นข้อมูลในลักษณะของ "การจับกุมตัวซ้ำ" (Re-arrest)

ประเด็นที่ 3 ปัญหาของเชิงกฎหมายของการพัฒนาฐานข้อมูลการกระทำผิดซ้ำ ทำให้การเชื่อมโยงข้อมูลผู้กระทำผิดระหว่างหน่วยงานไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากข้อมูลผู้กระทำผิดเป็นข้อมูลส่วนบุคคลซึ่งมีบทบัญญัติแห่งกฎหมายห้ามไม่ให้เปิดเผยเว้นแต่จะได้รับอนุญาตจากเจ้าของขอมูลตามพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของทางราชการ พ.ศ.2540 รวมทั้งหากมีการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ในทางมิชอบให้เกิดความเสียหายแก่บุคคลใดหน่วยงานเจ้าของข้อมูลอาจจะต้องรับผิดทั้งทางแพ่งและทางอาญาจึงเป็นสาเหตุให้มีข้อกังวลใจในการใช้ข้อมูลการกระทำผิดซ้ำเพื่อกำหนดนโยบายหรือมาตรการฟื้นฟูผู้กระทำผิด

(3.) ฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ได้แก่ ด้านสุขภาพและสาธารณสุข ด้านธรรมาภิบาลและการบริการสาธารณะ ด้านธุรกิจและการค้า และด้านมนุษยธรรมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยสามารถช่วยเหลือกระบวนการยุติธรรมได้ดังนี้ (1) การใช้ข้อมูลเพื่อทำนายโอกาสเกิดการกระทำผิดซ้ำสามารถใช้การวิเคราะห์ชุดข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อคาดคะเนโอกาสในการทำความผิดซ้ำของอาชญากรที่กำลังจะพ้นโทษได้ โดยแนวทางดังกล่าวนิยมใช้ข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวกับประวัติอาชญากรรมและข้อมูลส่วนบุคคล เช่น ข้อมูลการทำความผิดทางอาชญากรรมในอดีต ข้อมูลระดับการศึกษา ช่วยในการคำนวนโอกาสที่ผู้กระทำความผิดจะกระทำความผิดซ้ำในอนาคต (2) การใช้ข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อติดตามเฝ้าระวังชุมชนและเตือนภัยเหตุการณ์ความไม่สงบล่วงหน้า สามารถใช้ประโยชน์จากข้อมูลข่าวสารที่ปรากฏอยู่ในบริการเครือข่ายทางสังคม โดยข้อมูลดังกล่าวสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการสังเกตและเฝ้าระวังสถานภาพของชุมชน และยังสามารถนำมาใช้ช่วยเตือนเกี่ยวกับความไม่สงบในหมู่มวลชน (3) การคาดคะเนจุดเสี่ยงการเกิดอาชญากรรมเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจตราของตำรวจ ข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์ทางอาชญากรรมที่เกิดขึ้นในพื้นที่ต่าง ๆ ในอดีต สามารถนำมาใช้คาดคะเนพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอาชญากรรมในอนาคตได้ โดยการใช้ข้อมูลดังกล่าวจะช่วยให้เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถปรับเส้นทางการตรวจลาดตระเวนให้ไปในบริเวณที่มีโอกาสเกิดอาชญากรรมสูงซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการยับยั้งและป้องกันอาชญากรรมในอนาคตของตำรวจ

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย

สำหรับการพัฒนาระบบฐานข้อมูลผู้กระทำผิดและการติดตามบุคคลพ้นโทษของประเทศไทย แนวทางการพัฒนามาตรฐานระบบข้อมูลขนาดใหญ่และการกำหนดยุทธศาสตร์การใช้ประโยชน์จากข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อลดปัญหาการกระทำผิดซ้ำได้ ดังนี้

(1.) การพัฒนาระบบฐานข้อมูลการกระทำผิดซ้ำในประเทศไทยควรอาศัยแนวทางการบูรณาการข้อมูลเฉพาะประเด็นสำคัญโดยใช้ระบบฐานข้อมูลสารบบคดีของสำนักงานอัยการสูงสุด เชื่อมโยงกับระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลกระบวนการยุติธรรม (Data Exchange Center: DXC) และระบบกระบวนการยุติธรรมอิเล็กทรอนิกส์ (NationalSingle Window on Justice: NSWJ) และดำเนินการดังนี้

(1.1) ให้คงวิธีการจัดเก็บข้อมูลและคำนิยามในการจัดทำข้อมูลการกระทำผิดซ้ำเพื่อใช้ประโยชน์เป็นการเฉพาะภายในหน่วยงาน

(1.2) ให้มีการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างระบบฐานข้อมูลสารบบคดีสำนักงานอัยการสูงสุดกับระบบฐานข้อมูลประวัติผู้กระทำความผิด (Criminal Database System: CDS) ของกองทะเบียนประวัติอาชญากร

(1.3) ให้หน่วยงานพัฒนาพฤตินิสัยในสังกัดกระทรวงยุติธรรมเชื่อมโยงข้อมูลกับฐานข้อมูลประวัติผู้กระทำความผิด (Criminal Database System: CDS) ของกองทะเบียนประวัติอาชญากรได้

(1.4) ใช้ระบบแลกเปลี่ยนข้อมูลกระบวนการยุติธรรม (Data Exchange Centre: DXC) และระบบกระบวนการยุติธรรมอิเล็กทรอนิกส์ (National Single Window on Justice: NSWJ) เป็นศูนย์กลางในการแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านบริการทางเว็บ (Web Service) โดยแนวทางการดำเนินการทั้ง 4 ข้อจะทำให้การจัดเก็บข้อมูลฐานความผิดที่แต่ละหน่วยงานมีมาตรฐานการจัดเก็บในระบบฐานข้อมูลแตกต่างกันสามารถเชื่อมโยงข้อมูลโดยการเติมเต็มข้อมูลสำคัญให้แต่ละหน่วยงานซึ่งจะทำให้หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมสามารถใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลได้อย่างสอดคล้องกับพันธกิจของแต่ละหน่วยงาน

(2.) ระบบฐานข้อมูลเปิด (Open Data) และสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ทำให้มีข้อมูลที่เกี่ยวกับอาชญากรรมจำนวนมากเปิดเผยสู่สาธารณชน นอกจากนี้ การใช้ข้อมูลจากกล้องวงจรปิด (CCTV) แบบ Real Timeร่วมกับข้อมูลทางภูมิศาสตร์จากดาวเทียมจะสามารถแจ้งเตือนความเสี่ยงทางอาชญากรรมให้ตำรวจล่วงหน้าได้โดยอัตโนมัติ รวมถึงการคาดคะเนจุดเสี่ยงทางอาชญากรรม และระบบการติดตามผู้พ้นโทษและผู้ถูกควบคุมความประพฤตินอกระบบเรือนจำแบบชาญฉลาดเพื่อให้สามารถเตือนภัยล่วงหน้าแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

(3.) ระบบข้อมูลการกระทำผิดซ้ำที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากลควรมีคุณลักษณะต่อไปนี้

(3.1) เป็นระบบฐานข้อมูลกลางที่รวบรวมข้อมูลการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดในระบบพัฒนาพฤตินิสัยและกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ

(3.2) เป็นระบบทะเบียนผู้กระทำผิดกลางและมีกฎหมายเกี่ยวกับทะเบียนผู้กระทำผิดให้อำนาจเจ้าหน้าที่ในการใช้ประโยชน์จากข้อมูลดังกล่าวเพื่อป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมและกำหนดหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบการบันทึกข้อมูลแต่ละส่วน (4) เป็นระบบแลกเปลี่ยนข้อมูล (Data Exchange) ที่บูรณาการระบบฐานข้อมูลที่มีอยู่เดิมของแต่ละหน่วยงานแล้วใช้ระบบการแลกเปลี่ยนข้อมูลกลางทำการแลกเปลี่ยนและเติมเต็มข้อมูลที่ต้องใช้ร่วมกันเฉพาะในประเด็นข้อมูล (Field) สำคัญ

(4.) สำหรับการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ควรมีกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลที่ครอบคลุมประเด็นต่อไปนี้

(4.1) มีคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลทำหน้าที่กำหนดหลักเกณฑ์พิจารณาว่าข้อมูลใดเป็นข้อมูลส่วนบุคคลหรือข้อมูลละเอียดอ่อน

(4.2) จัดทำข้อแนะนำเชิงนโยบายด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (Data Privacy Guideline)

(4.3) กำหนดให้มีการแจ้งเจ้าของข้อมูลอย่างชัดเจนว่าจะมีการเก็บข้อมูลส่วนบุคคล วัตถุประสงค์และวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล และประเภทบุคคลหรือองค์กรที่ข้อมูลส่วนบุคคลอาจได้รับการเปิดเผย

(4.4) ต้องมีการจัดเก็บข้อมูลส่วนบุคคลอย่างจำกัดเท่าที่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการเก็บรวบรวมข้อมูลและสอดคล้องกับหลักกฎหมาย

(4.5) การเผยแพร่ข้อมูลต้องเป็นไปเท่าที่จำเป็นตามวัตถุประสงค์เท่านั้นเว้นแต่ได้รับการยินยอมจากเจ้าของข้อมูลซึ่งอาจเลือกได้ว่าจะยินยอมให้หน่วยงานจัดเก็บ ใช้ประโยชน์ หรือเปิดเผยข้อมูลส่วนบุคคลของตนต่อสาธารณชน

(4.6) ต้องมีมาตรการคุ้มครองข้อมูลอย่างเหมาะสม

(4.7) เจ้าของข้อมูลต้องมีสิทธิรับรู้ว่ามีการเก็บข้อมูลส่วนบุคคลของตนหรือไม่และมีสิทธิเข้าถึงข้อมูล

(4.8) ผู้เก็บข้อมูลจะต้องรับผิดชอบการจัดมาตรการเกี่ยวกับการส่งข้อมูลส่วนบุคคลไปยังบุคคลหรือองค์การอื่น

(4.9) กรณีที่เป็นการดำเนินการที่เกี่ยวกับข้อมูลของเด็ก เยาวชน หรือผู้ที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ จะต้องคำนึงถึงการให้คำยินยอมที่เหมาะสม

(5.) ในการกำหนดมาตรการรักษาความลับและป้องกันการนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ในทางมิชอบ คณะที่ปรึกษามีข้อเสนอแนะ คือ ในการแลกเปลี่ยนข้อมูล หลายประเทศยอมรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นอันเนื่องมาจากความไม่สมบูรณ์ของข้อมูล ความผิดพลาดของข้อมูล หรือการรั่วไหลของข้อมูล จนทำให้ข้อมูลถูกนำไปใช้ในทางมิชอบประเทศไทยจึงควรมีคณะกรรมการกลางพิจารณาเนื้อหาและประเด็นข้อมูลที่จะแลกเปลี่ยนกับหน่วยงานอื่นรวมทั้งกำหนดนโยบายในการใช้ประโยชน์จากข้อมูลและการพัฒนาระบบความปลอดภัยของฐานข้อมูล ตั้งแต่การจัดเก็บการบริหารจัดการ (Processing) และการเข้าถึง (Access) นอกจากนี้ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพในการควบคุมป้องกันอาชญากรรม ประเทศไทยควรมีกฎหมายจัดทำทะเบียนประวัติผู้กระทำผิดซึ่งอาจมีเงื่อนไขการเปิดเผยข้อมูลผู้กระทำผิดต่อสาธารณะเพื่อประโยชน์ในการป้องกันภัยสาธารณะ หรือบังคับให้มีการเก็บข้อมูลอัตลักษณ์บุคคลด้วย

(6.) ตามแนวทางในการป้องกันอาชญากรรมที่มีประสิทธิภาพเพื่อเป็นทิศทางในการขับเคลื่อนการป้องกันอาชญากรรมที่ให้ความสำคัญกับการบูรณาการหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องและทุกภาคส่วนเพื่อให้สามารถลดปัญหาอาชญากรรม สร้างความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ตัวชี้วัดระดับผลผลิต คือ สถิติการกระทำผิดซ้ำในกระบวนการยุติธรรมลดลงเมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาไม่น้อยกว่าร้อยละ 5 ซึ่งฐานข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) ที่จะช่วยให้เราสามารถสามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้ใน 2 ประเด็นยุทธศาสตร์ คือ (1) ประเด็นการป้องกันอาชญากรรมด้วยการป้องกันการกระทำผิดซ้ำ และ (2) ประเด็นการป้องกันอาชญากรรมโดยการเฝ้าระวังกลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสจะกระทำความผิด ทั้งนี้ คณะที่ปรึกษาสามารถสรุปยุทธศาสตร์การใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลขนาดใหญ่เพื่อลดการกระทำผิดซ้ำได้ 3 ประเด็น คือ (1) การใช้ข้อมูลเพื่อข่มขู่ยับยั้งการกระทำผิด (2) การใช้ข้อมูลประกอบการพิจารณากำหนดมาตรการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดหลังจากที่ผู้กระทำผิดถูกตัดสินลงโทษและส่งตัวเข้ารับการบำบัดฟื้นฟูพัฒนาพฤตินิสัยแล้ว และ (3) การใช้ข้อมูลเป็นตัวชี้วัดประเมินผล ข้อมูลการกระทำผิดซ้ำยังสามารถนำมาใช้เป็นเกณฑ์ประเมินความสำเร็จในมาตรการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมและหน่วยงานด้านการพัฒนาพฤตินิสัย