ปัจจัยที่ส่งผลต่อความเครียดของผู้คุมเรือนจำ: กรณีศึกษา เรือนจำจังหวัดสุพรรณบุรี
ชื่อเรื่อง/โครงการวิจัย | ปัจจัยที่ส่งผลต่อความเครียดของผู้คุมเรือนจำ: กรณีศึกษา เรือนจำจังหวัดสุพรรณบุรี |
หน่วยงาน/ผู้วิจัย | บุญยภัทร กุ้ยอ่อน |
ปีที่เผยแพร่ | 2557 |
แหล่งสืบค้น | |
หมวดหมู่หัวข้องานวิจัย | ด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของเจ้าหน้าที่ในเรือนจำ |
ประเภท | วิทยานิพนธ์ |
บทคัดย่อ | |
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาระดับความเครียดและปัจจัยที่ส่งผลต่อระดับของผู้คุมเรือนจำจังหวัดสุพรรณบุรี วิธีการวิจัย กลุ่มตัวอย่างคือผู้คุมเรือนจำจังหวัดสุพรรณบุรีและผู้ที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับหน้าที่ในเรือนจำจังหวัดสุพรรณบุรี จำนวน 86 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ การทดลอบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยของประชากร 2 กลุ่ม โดยการสุ่มตัวอย่างจากแต่ละกลุ่มอย่างเป็นอิสระจากกัน (Independent t-test) และการวิเคราะห์ค่าความแปรปรวนทางเดียว(One-Way ANOVA) เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่ยประชากรที่มีมากกว่า 2 กลุ่ม และในกรณีที่พบความแตกต่างจะทำการทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยเป็นรายคู่ด้วยวิธี LSD (Fisher's Least Significant Difference) ผลการวิจัยพบว่า โดยรวมกลุ่มตัวอย่างให้ความสำคัญ กับปัจจัยต่อสภาพแวดล้อมในการทำงาน ด้านลักษณะงาน ด้านความก้าวหน้าในการทำงานอยู่ในระดับมาก ส่วนด้านที่อยู่ในระดับมากที่สุด ได้แก่ ด้านสภาพแวดล้อมในสถานที่ทำงาน ด้าน นโยบายการบริหารงาน ด้านความสัมพันธ์กับผู้ร่วมงาน ด้านค่าตอบแทนและสวัสดิการ ซึ่งส่งผลให้กลุ่มตัวอย่างมีความเครียดที่เกี่ยวข้องกับงาน และจากสภาพแวดล้อมอยู่ในระดับมาก และความเครียดจากสภาพแวดล้อมอยู่ในระดับมากที่สุด นอกจากนี้ยังพบว่าผู้คุมเรือนจำจังหวัดสุพรรณบุรีที่มีเพศ และระดับการศึกษาแตกต่างกัน ความ เครียดในการทำงานที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ0.001และปัจจัยสภาพแวดล้อมด้านลักษณะงาน ด้านสภาพแวดล้อมในสถานที่ทำงาน ด้านนโยบายการบริหารงานและด้านความก้าวหน้าในการทำงานของผู้คุมเรือนจำจังหวัดสุพรรณบุรีส่งผลต่อความเครียดในการทำงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติติที่ระดับ 0.001 ข้อเสนอแนะ หน่วยงานภาครัฐบาลและหน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องสำหรับวางแผนการพัฒนาศักยภาพและเพิ่มพูมประสิทธิ ภาพการทำงานของผู้คุมเรือนจำจังหวัดสุพรรณบุรี ควรมีการดำเนินการดังนี้ (1.) ควรจัดให้มีการหมุนเวียนงานภายในหน่วยงานทั้งนี้เพื่อส่งเสริมให้บุคลากรมีความเชี่ยวชาญในงานที่หลากหลายและทำให้บุคลากรมีประสบการณ์ในงานเพิ่มมากขึ้น อันจะส่งผลต่อความรู้และความสามารถในการปฏิบัติงานที่เพิ่มมาก (2.) ควรปรับปรุงหรือเพิ่มอุปกรณ์อำนวยความสะดะดวกที่จะช่วยให้การปฏิบัติงานของบุคลากรมีความสะดวกสบายมากยิ่งขึ้นเนื่องจากในสภาพการปฏิบัติงานที่ดีจะช่วยส่งเสริมให้เกิดประสิทธิ ภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากรได้ (3.) ควรมีเอกสารชี้แจงนโยบายการทำงานให้บุคลากรทราบอย่างทั่วถึงทุกคน ซึ่งจะทำให้บุคลากรสามารถปฏิบัติงานในทิศทางที่สอดคล้องกับนโรบายการทำงทำงานได้ต่อไป (4.) ควรจัดกิจกรรมภายในองค์การเพื่อส่งเสริมให้บุคลากรทุกคนในองค์การได้ทำกิจกรรมต่างๆร่วมกันไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมเกี่ยวกับงานหรือกิจกรรมสันทนาการอื่นๆ ซึ่งจะช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคลในองค์การได้ (5.) ควรพิจารณาปรับปรุงฐานเงินเดือนของบุคลากรให้เหมาะสมกับสภาพงานความรู้ความสามารถประสบการณ์ของบุคลากรและค่าครองชีพปัจจุบันรวมถึงการจัดสวัสดิการในลักษณะต่างๆ ให้กับบุคลากรอย่างเหมาะสม ทั้งนี้เพื่อเป็นการส่งเสริมให้บุคลากรมีคุณภาพชีวิตการทำงานที่ดี (6.) ควรระบบการส่งเสริมความก้าวหน้าในหน้าที่การงานที่ชัดเจนและมีความยุติ ธรรมหรือสามารถตรวจสอบได้ทั้งนี้เพื่อให้บุคลากรได้ทราบถึงทิศทางการส่งเสริมความก้าวหน้าในอาชีพและพัฒนาตนเองให้สอดคล้องกับความก้าวหน้าในอาชีพในอนาคตได้ต่อไป (7.) ควรจัดให้มีการหมุนเวียนงานในตำแหน่งหน้าที่งานอื่นๆตามความเหมาะสม ทั้งนี้เพื่อเป็นการฝึกฝนงานใหม่และช่วยพัฒนาประสบการณ์งานใหม่ๆ ซึ่งจะช่วยลดความเครียดในงานลงได้ (8.) ควรให้ความรู้ด้วยการฝึกอบรมวิธีปฏิบัติและวิธีการติดต่อสื่อสารกับผู้ต้องขังที่ถูกต้องซึ่งจะทำให้บุคลากรสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับผู้ต้องขังแต่ละรายได้ตามสภาพความเป็นจริงได้ต่อไป (9.) ควรให้ความรู้กับบุคลากรในการยอมรับความผิดพลาดจากการปฏิบัติงานของเพื่อนร่วมงานและค้นหาหนทางหรือวิธีการแก้ไขปัญหาร่วมกัน ซึ่งจะช่วยส่งเสริมให้ผลการปฏิบัติงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นได้ | |
