การกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขัง กรณีศึกษาเรือนจำพิเศษพัทยา จังหวัดชลบุรี
ชื่อเรื่อง/โครงการวิจัย | การกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขัง กรณีศึกษาเรือนจำพิเศษพัทยา จังหวัดชลบุรี |
หน่วยงาน/ผู้วิจัย | นายนิมิตร จันทร์จารุ |
ปีที่เผยแพร่ | 2551 |
แหล่งสืบค้น | |
หมวดหมู่หัวข้องานวิจัย | ด้านการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง |
ประเภท | วิทยานิพนธ์ |
บทคัดย่อ | |
วัตถุประสงค์ (1.) ศึกษาพฤติกรรมการกระทำผิดซ้ำ ของผู้ต้องขังในเรือนจำพิเศษพัทยา จังหวัดชลบุรี (2.) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ต้องขัง ปัจจัยทางจิตวิทยาของผู้ต้องขัง ปัจจัยแวดล้อมภายในเรือนจำของผู้ต้องขังก่อนพ้นโทษครั้งหลังสุด และปัจจัยแวดล้อมภายนอกเรือนจำของผู้ต้องขังก่อนต้องโทษครั้งหลังสุดกับพฤติกรรมการกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขัง วิธีการวิจัย การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ ประชากรที่ศึกษาในครั้งนี้ คือ ผู้ต้องขังภายในเรือนจำพิเศษพัทยาทั้งหมด ทั้งผู้ต้องขังชายและผู้ต้องขังหญิงที่กระทำผิดซ้ำตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไป จำนวน 420 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามและแบบวัดมาตรประมาณรวมค่าจำนวน 6 ส่วน ค่าความเที่ยงตั้งแต่ 0.62 ถึง 0.71 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการแจกแจงความถี่ สำหรับการทดสอบสมมติฐานใช้ค่าสถิติ ไคสแควร์ ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 ผลการวิจัยพบว่า (1.) ปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ต้องขังลักษณะทั่วไป และลักษณะที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดซ้ำ ของผู้ต้องขังมีเพียงเพศเท่านั้น ที่มีความสัมพันธ์กับการกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขังอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (2.) ปัจจัยทางจิตวิทยาของผู้ต้องขัง มีระดับความประพฤติปฏิบัติตามวิถีทางศาสนา อยู่ในระดับปานกลางและมีความสัมพันธ์กับการกระทำผิดซ้ำอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (3.) ปัจจัยแวดล้อมภายในเรือนจำก่อนพ้นโทษครั้งหลังสุด ผู้ต้องขังที่เคยรับผิดทางวินัยภายในเรือนจำมาก่อน มีความสัมพันธ์กับการกระทำผิดซ้ำอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (4.) ปัจจัยแวดล้อมภายนอกเรือนจำความสัมพันธ์ภายในครอบครัว และความสัมพันธ์กับกลุ่มเพื่อนมีความสัมพันธ์กับการกระทำผิดทางสถิติที่ระดับ 0.05 ข้อเสนอแนะในการนำผลการวิจัยไปใช้ (1.) ควรควบคุมดูแลผู้ต้องขังให้เกิดความเป็นธรรม และความเสมอภาคเป็นไปตามหลักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง (2.) ควรกำหนดหลักสูตรให้กับเรือนจำและทัณฑสถานจัดอบรมให้กับผู้ต้องขังที่กระทำผิดซ้ำตั้งแต่ 2 ครั้งขึ้นไปกำหนดระยะเวลาดำเนินโปรแกรมเป็นเวลา 1 เดือน ก่อนปล่อยตัวพ้นโทษปกติมีการคัดเลือกกลุ่มเป้าหมายจากข้อมูลฝ่ายจำแนกลักษณะผู้ต้องขัง ให้ได้กลุ่มเป้าหมายที่เป็นจริง กำหนดกลุ่มเข้าอบรมไม่เกิน 20 คน เป็นโปรแกรมที่เข้มข้น ไม่ใช่การลงโทษ แต่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ผู้ต้องขังได้คิดทบทวน และสำนึกในการกระทำผิดของตนเองที่ผ่านมา มีการดำเนินการอบรมเรียนรู้ วิธีควบคุมตนเองทั้งร่างกาย จิตใจและอารมณ์ เรียนรู้เกี่ยวกับกฎหมายการแก้ปัญหา แนะแนวฝึกทักษะประกอบอาชีพให้สามารถนำไปประกอบอาชีพเลี้ยงตนเองได้ เช่น ช่างซ่อมรองเท้า ช่างตัดผม ช่างซ่อมจักรยานยนต์ ฯลฯ หรือเป็นอาชีพที่ในตลาดต้องการ การให้คำปรึกษาทักษะการป้องกันการกระทำผิดซ้ำและเตรียมความพร้อมด้านครอบครัวและการปรับตัวในสังคม มีการติดตามและประเมินผลการจัดอบรมเพื่อวัดผลสัมฤทธิ์ของการจัดทำโปรแกรม และการปรับเปลี่ยนทัศนคติ และพฤติกรรมของผู้ต้องขังที่เข้าร่วมโครงการ (3.) ควรร่วมมือประสานงานกับหน่วยงานภาครัฐ และเอกชนในเขตพื้นที่ที่ผู้ต้องขังอาศัยอยู่ เช่น องค์ การบริหารส่วนตำบล บริษัท ห้าง ร้าน มูลนิธิ ตลอดจนหน่วยงานภาครัฐ ที่มีส่วนร่วมในการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ให้การสงเคราะห์ผู้พ้นโทษในด้านต่าง ๆ เช่น มีการจัดหางานที่ตรงกับความรู้ ความสามารถ มั่นคง มีรายได้เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ มีการจัดสรรทุนประกอบอาชีพให้แก่ผู้ที่ต้องการไปลงทุนประกอบอาชีพอิสระหรืออาชีพเสริม จัดหาแหล่งเงินทุนให้กู้ยืมไปประกอบอาชีพสุจริต มีการจัดอบรม ด้านวิชาชีพ ฝึกวิชาชีพ แนะนำด้านอาชีพหลังพ้นโทษ โดยนำทฤษฎีเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ มีการอบรมพัฒนาจิตใจให้เข้มแข็ง ตั้งใจจริงที่จะไม่ไปกระทำผิดซ้ำขึ้นมาอีก ไม่กลับไปคบเพื่อนที่เกี่ยว ข้องกับยาเสพติด ครอบครัวต้องให้ความรัก ความอบอุ่น ช่วยเหลือเอาใจใส่ ให้คำปรึกษา ให้โอกาสในการปรับตัวเป็นคนดีให้โอกาสในการทำงาน และให้การยอมรับในตัวของผู้ได้รับการปล่อยตัว ว่าพวกเขาสามารถที่จะปรับเปลี่ยนตนเองเป็นคนดีมีพฤติกรรมตามที่สังคมต้องการที่สำคัญรัฐต้องเข้ามาดูแลแก้ไขผู้ต้องขังที่ปล่อยตัวพันโทษอย่างจริงจัง มีงบประมาณจัดสรร โดยเฉพาะสำหรับผู้พ้นโทษมีการติดตามประเมินผลให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด | |