ทัศนะของเจ้าหน้าที่เรือนจําทัณฑสถานต่อการดําเนินงาน
(เครือข่ายสังคมสงเคราะห์ในงานราชทัณฑ์ตำบล)
ชื่อเรื่อง/โครงการวิจัยๅ | ทัศนะของเจ้าหน้าที่เรือนจําทัณฑสถานต่อการดําเนินงานเครือข่ายสังคมสงเคราะห์ในงานราชทัณฑ์ตำบล |
หน่วยงาน/ผู้วิจัย | นางเสาวคนธ์ เจษฎารักษ์และคณะ |
ปีที่เผยแพร่ | 2550 |
แหล่งสืบค้น | |
หมวดหมู่หัวข้องานวิจัย | ด้านกระบวนการยุติธรรม ทัณฑปฏิบัติ และการบริหารโทษ |
ประเภท | งานวิจัย |
บทคัดย่อ | |
วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลการดำเนินงานเครือข่ายสังคมสงเคราะห์ในงานราชทัณฑ์ (เครือข่ายราชทัณฑ์ตำบล) และสร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับงานเครือข่ายสังคมสงเคราะห์ในงานราชทัณฑ์ (เครือข่ายราชทัณฑ์ตำบล) และเผยแพร่องค์ความรู้แก่เรือนจำ/ทัณฑสถานและผู้ที่เกี่ยวข้อง วิธีการศึกษา เป็นการศึกษาจากความคิดเห็นของนักสังคมสงเคราะห์และผู้ปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ จำนวน 105 คน ที่เข้ารับการฝึกอบรมโครงการพัฒนาศักยภาพผู้ปฏิบัติงานด้านสังคมสงเคราะห์ในการจัดทำเครือข่ายสังคมสงเคราะห์ในงานราชทัณฑ์ (เครือข่ายราชทัณฑ์ตำบล) ในระหว่างวันที่ 30 เมษายน 2550 ถึง 2 พฤษภาคม 2550 ณ โรงเรียนนายร้อยพระจุลจอมเกล้า จ. นครนายก ผลการศึกษาพบว่า ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเครือข่ายสังคมสงเคราะห์ในงานราชทัณฑ์ในทุก ๆ ด้าน ทั้งความรู้ในเชิงปฏิบัติและทฤษฎีต่างมีส่วนสำคัญในการดำเนินงานให้เกิดประสิทธิผลได้ ซึ่งการดำเนินงานของเครือข่ายสังคมสงเคราะห์ในงานราชทัณฑ์ นั้น จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมและหน่วยงานกรมราชทัณฑ์ โดยที่ผลจากการดําเนินตามเครือข่ายสังคมสงเคราะห์ในงานราชทัณฑ์จะเป็นการประชาสัมพันธ์งานราชทัณฑ์ เกิดการสนับสนุนเจ้าหน้าที่และงบประมาณค่าใช้จ่าย การให้ทุนสงเคราะห์ผู้ต้องขัง การว่าจ้างทํางานสาธารณะ ทั้งมีผลประโยชน์และไม่มีผลประโยชน์ การจัดกิจกรรมการดําเนินงานเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยและการติดตามเยี่ยมบ้านผู้ต้องขัง รวมทั้ง ผู้ต้องขังได้รับความรู้จากวิทยากรภายนอกมาให้ความรู้ข้อมูลต่างๆให้แก่ผู้ต้องขังเพื่อใช้ในการดําเนินชีวิต การจัดหางานและแนะแนวอาชีพให้แก่ผู้ต้องขัง ได้ลักษณะของทักษะในการประสานงาน เช่น ทักษะการประสานงานภายในหน่วยงาน ทักษะการประสานงานภายนอกเรือนจํา เป็นต้น ซึ่งทักษะที่สําคัญในการติดต่อประสานงานเพื่อดําเนินงานเครือข่ายสังคมสงเคราะห์ในงานราชทัณฑ์นั้นประกอบด้วย ประการแรก คือ ศึกษาข้อมูลและจัดทําสถิติผู้ต้องขังเชิงพื้นที่ประการที่สอง คือ การศึกษาข้อมูลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อบจ./เทศบาล/อบต.) ในพื้นที่นั้น ๆ ประการที่สาม เรือนจําประสานความร่วมมือกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อบจ./ เทศบาล/อบต.)ในพื้นที่นั้น ๆ ประการที่สี่ เรือนจำประสานส่งร่างบันทึกข้อตกลงให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อบจ./เทศบาล/อบต.) พิจารณาโดยขอให้นำเข้าที่ประชุมสภาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อให้ความเห็นชอบร่วมกัน ประการที่ห้า เรือนจำประสานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อกำหนดวัน เวลาและลงนามบันทึกข้อตกลง ประการที่หก การทำพิธีลงนามในบันทึกข้อตกลงว่าด้วยการประสานความร่วมมือในการดำเนินงานเครือข่ายระหว่างเรือนจำกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อบจ.เทศบาล/อบต.) ประการสุดท้าย คือรายงานกรมราชทัณฑ์ทราบ ให้เรือนจำ/ทัณฑสถานดำเนินงานตามบันทึกข้อตกลง โดยการมอบหมายให้เจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้องประสานงานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ติดตามผลการดำเนินงานและรายงานผลการดำเนินงานให้กรมราชทัณฑ์ทราบ ข้อเสนอแนะ ด้านผู้ปฏิบัติงาน กรมราชทัณฑ์ควรจัดสรรตำแหน่งนักสังคมสงเคราะห์ อย่างน้อย เรือนจำละ 1 คน รวมทั้ง การส่งเสริมและสนับสนุนให้เจ้าหน้าที่ผู้มีความรู้ในการดำเนินงานด้านสังคมสงเคราะห์ให้เพียงพอและคัดสรรบุคลากรที่เหมาะสมกับงานด้านนี้ให้หลากหลาย มิใช่ระบุเป็นนักสังคมสงเคราะห์เพียงอย่างเดียว ด้านการประสาน ควรมีการประสานงานกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอย่างจริงจังโดยออกไปติดต่อประสานงานสร้างความเข้าใจถึงบทบาทภารกิจหน้าที่ เพื่อสร้างสัมพันธภาพและความไว้วางใจ เสริมสร้างความเข้าใจในงานราชทัณฑ์ รวมทั้งการทำงานเชิงรุกผู้ปฏิบัติงานต้องเข้าถึงพื้นที่ด้วยตนเองและเพิ่มสื่อด้านการประชาสัมพันธ์ การจัดทำเครือข่ายสังคมสงเคราะห์ในงานราชทัณฑ์ให้มากขึ้น ด้านการปฏิบัติ ควรมีการจัดทำคณะทำงานของเรือนจำ โดยที่มีผู้รับผิดชอบงานมีการมอบหมายงานอย่างชัดเจนและปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การดำเนินงานเครือข่ายสังคมสงเคราะห์ในงานราชทัณฑ์เป็นไปในทิศทางเดียวกัน | |