thai flag
ไทย
EN

โครงการจ้างเหมาบริการเพื่อสำรวจข้อมูลสถิติอาชญากรรมภาคประชาชนปี พ.ศ. 2566

ชื่อเรื่อง/โครงการวิจัย

โครงการจ้างเหมาบริการเพื่อสำรวจสถิติอาชญากรรมภาคประชาชน พ.ศ. 2566

หน่วยงาน/ผู้วิจัย

อ.ดร.ทวีวัฒน์ เหลืองวิริยะและคณะ

ปีที่เผยแพร่

2567

แหล่งสืบค้น

หมวดหมู่หัวข้องานวิจัย

ด้านกระบวนการยุติธรรม ทัณฑปฏิบัติ และการบริหารโทษ

ประเภท

งานวิจัย

บทคัดย่อ

วัตถุประสงค์

เพื่อสำรวจข้อมูลการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมที่ไม่ได้มีการแจ้งความหรือเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม(Dark Figure of Crime) เนื่องจากในปัจจุบันยังมีผู้ประสบเหตุหรือเหยื่ออาชญากรรมอีกจำนวนมากที่ไม่ได้แจ้งเหตุต่อเจ้าหน้าที่ด้วยสาเหตุต่าง ๆ ทั้งนี้ เมื่อนำผลการสำรวจข้อมูลสถิติอาชญากรรมภาคประชาชนดังกล่าวมาเทียบเคียงกับข้อมูลสถิติทางทะเบียน (Administrative Data) ของหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมก็จะสามารถสะท้อนให้เห็นสถานการณ์อาชญากรรม ที่เกิดขึ้นจริงในปัจจุบันได้ดียิ่งขึ้น และสามารถนำมาใช้คาดการณ์ แนวโน้มการเกิดอาชญากรรมในอนาคต อันจะนำไปสู่การกำหนดแนวทางการพัฒนานโยบาย ด้านการบริหารงาน และการป้องกันอาชญากรรมที่มีประสิทธิภาพและเป็นรูปธรรม

วิธีการวิจัย

เป็นการวิจัยด้วยการจัดเก็บข้อมูลตามโครงการ ใช้การเก็บข้อมูลด้วยกระบวนการวิจัยเชิงสำรวจ(Survey Research) โดยเป็นการสำรวจข้อมูลระหว่างวันที่ 1 มกราคม ถึง 31 ธันวาคม พ.ศ.2566 จากกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นผู้แทนครัวเรือนโดยใช้การสุ่มตัวอย่างแบบมีชั้นภูมิ(Stratified Three Stage Sampling)เพื่อให้กลุ่มตัวอย่างครอบคลุม พื้นที่ต่าง ๆและสามารถใช้เป็นตัวแทนข้อมูลทั่วประเทศ

ผลการวิจัย

จากการสำรวจครั้งนี้เป็นการสำรวจข้อมูลจากประชาชนทั่วประเทศด้วยวิธีการสัมภาษณ์แบบเผชิญหน้า ผลการสำรวจผู้แทนครัวเรือนจำนวน 3,000 ครัวเรือน ซึ่งให้ข้อมูลของสมาชิกครัวเรือนจำนวน 6,843 คน พบผู้ตกเป็นเหยื่ออาชญา กรรมจำนวน 1,128 คน (คิดเป็นร้อยละ 16.48) พบการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทั้งสิ้น 1,316 ครั้ง และตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมที่ก่อเหตุสำเร็จ 731 ครั้ง โอกาสการตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมที่ก่อเหตุสำเร็จร้อยละ 10.68 ประเภทอาชญากรรมที่สำรวจพบมากที่สุด ได้แก่ ความผิดต่อชีวิตและร่างกาย รองลงมา คือ ความผิดฉ้อโกงหลอกลวงโดยเหตุอาชญากรรม ที่พบมากที่สุด ได้แก่ การฉ้อโกงหลอกลวง ความเสียหายต่อทรัพย์สูงสุด ที่สำรวจพบมีมูลค่า 800,000 บาท ซึ่งเกิดจากการหลอกลวงให้ร่วมลงทุน ทั้งนี้ จากเหตุตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทั้งหมดมีการแจ้งเหตุต่อเจ้าหน้าที่คิดเป็นร้อยละ 59.37 ส่วนที่ไม่แจ้งเหตุต่อเจ้าหน้าที่ร้อยละ 40.63 เนื่องจากเห็นว่าเป็นความเสียหายเล็กน้อยและไม่อยากเป็นคดีความ ในส่วนของการสำรวจข้อมูลสถิติอาชญากรรมภาคประชาชนตามเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เป้าหมายที่ 16 พบว่า สัดส่วนการตกเป็นเหยื่อการทำร้ายรังแกทางจิตใจเท่ากับร้อยละ 9.12 สัดส่วนของความรุนแรงและการทรมานทุกรูปแบบที่มีต่อเด็กเท่ากับร้อยละ 1.42 จำนวนเหยื่อการค้ามนุษย์เพื่อบังคับใช้แรงงานและเอาคนเป็นทาสเท่ากับ 5,233.33 คนต่อประชากรแสนคน สัดส่วนของการให้หรือถูกเรียกรับสินบนเท่ากับร้อยละ 1.87 ผลรวมสัดส่วนของประชากรที่ได้รับความรุนแรง (ก) ทางร่างกาย (ข) จิตใจ และ(ค) ทางเพศเท่ากับร้อยละ 10.77 สัดส่วนของเหยื่อความรุนแรงที่แจ้งการกระทำนั้นต่อเจ้าหน้าที่เท่ากับร้อยละ 69.90 สัดส่วนของประชากรที่รายงานว่า รู้สึกถูกเลือกปฏิบัติหรือ ถูกล่วงละเมิดเท่ากับร้อยละ 0.17 และสัดส่วนประชากรที่รู้สึกปลอดภัยเมื่อเดินในบริเวณพื้นที่ที่อาศัยเพียงลำพังในเวลากลางคืนเท่ากับ 66.63 ทั้งนี้เมื่อเปรียบเทียบพบว่าสถิติอาชญากรรมภาคประชาชนพบจำนวนเหยื่ออาชญากรรมมากกว่าสถิติคดีอาญากรรมมากกว่าสถิติคดีอาญาของสำนักงานตำรวจแห่งชาติประมาณ 25 เท่า แนวโน้มการเกิดอาชญากรรมความผิดต่อทรัพย์และอื่น ๆ เพิ่มสูงขึ้น แต่ในภาพรวมไม่พบการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน ในส่วนของข้อเสนอแนะในเชิงปฏิบัติควรมุ่งเน้นป้องกันปราบปรามอาชญากรรมที่สำรวจพบมากได้แก่ การทะเลาะวิวาทและการลักทรัพย์ในบ้าน/ที่พักอาศัยสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับอาชญากรรมหลอกให้ลงทุน ร่วมมือกับทุกภาคส่วนพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี และเพิ่มมาตรการดูแลผู้มีอาการทางจิตในพื้นที่

ข้อเสนอแนะ

ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย

ควรขับเคลื่อนเชิงนโยบาย เพื่อขยายขอบเขตการรับแจ้งความออนไลน์ และการสร้างระบบดูแลผู้พ้นโทษ และผู้มีอาการทางจิต

ข้อเสนอแนะทางวิชาการ

ควรพัฒนาการสำรวจด้วยแอปพลิเคชันร่วมกับสำนักงานยุติธรรมจังหวัดอย่างต่อเนื่องและพิจารณาจัดทำโครงการสำรวจเฉพาะด้านตามยุทธศาสตร์ กระบวนการยุติธรรมของประเทศ