thai flag
ไทย
EN

ยุติธรรมภิวัฒน์ : มาตรการลงโทษระดับกลางเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการยุติธรรม

ชื่อเรื่อง/โครงการวิจัย

ยุติธรรมภิวัฒน์ : มาตรการลงโทษระดับกลางเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการยุติธรรม

หน่วยงาน/ผู้วิจัย

นางสาวนันทรัศมิ์ เทพดลไชย

ปีที่เผยแพร่

2556

แหล่งสืบค้น

หมวดหมู่หัวข้องานวิจัย

ด้านกระบวนการยุติธรรม ทัณฑปฏิบัติ และการบริหารโทษ

ประเภท

งานวิจัย

บทคัดย่อ

วัตถุประสงค์

(1.) เพื่อศึกษาแนวทางและความเป็นไปได้ในการผลักดันมาตรการลงโทษระดับกลาง ไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมในประเทศไทย

(2.) เพื่อกำหนดตัวแบบ (model) การใช้มาตรการลงโทษระดับกลางเพื่อใช้เป็นมาตรการ การลงโทษผู้กระทำความผิดแทนมาตรการเดิมที่มีอยู่ โดยคำนึงถึงความเหมาะสมกับบริบทสังคมไทย

(3.) เพื่อสำรวจทัศนคติของนักวิชาการ/ผู้ปฏิบัติงานในด้านรัฐศาสตร์ นิติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์เกี่ยวกับความเป็นไปได้ และแนวทางในการนำตัวแบบการใช้มาตรการลงโทษระดับกลางมาใช้ในประเทศไทย พัฒนากรอบแนวทางการผลักดันมาตรการลงโทษระดับกลางไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม และเสนอต่อคณะกรรมการพัฒนาการบริหารงานยุติธรรมแห่งชาติ

วิธีการศึกษาวิจัย

ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงผสมผสาน ทั้งระเบียบวิธีวิจัยในเชิงคุณภาพโดยการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพจากวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับมาตรการลงโทษระดับกลางและการบังคับใช้ และระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ โดยการสำรวจศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลสถิติที่ได้จากการสอบถามกลุ่มเป้าหมาย 4 กลุ่ม ประกอบด้วย นักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิ/ผู้ปฏิบัติงานในด้านนิติศาสตร์จำนวน 20 คน ด้านอาชญาวิทยา จำนวน 12 คน ด้านเศรษฐศาสตร์ จำนวน 14 คน และด้านรัฐศาสตร์ จำนวน 16 คน รวมทั้งสิ้น 62 คน

ผลการศึกษาวิจัย สรุปได้ 5 ประเด็น ดังนี้

(1.) ความเป็นไปได้ของการนำมาตรการลงโทษระดับกลางมาใช้ในประเทศไทย กลุ่มเป้าหมาย 4 กลุ่ม มีความเห็นตรงกันว่า มาตรการลงโทษระดับกลางที่มีความเป็นไปได้ในการนำมาบังคับใช้ในประเทศไทยในลำดับแรก ได้แก่ การทำงานบริการสังคมโดยกลุ่มเป้าหมายนิติศาสตร์และกลุ่มอาชญาวิทยาเห็นด้วยร้อยละ 75 กลุ่มเศรษฐศาสตร์เห็นด้วยร้อยละ 71.42 และกลุ่มรัฐศาสตร์เห็นด้วยร้อยละ 68.75 ส่วนมาตรการที่สมควรนำมาใช้ในลำดับสุดท้าย ได้แก่ การกักขังที่บ้าน โดยกลุ่มเศรษฐศาสตร์เห็นด้วยร้อยละ 35.71 ในขณะที่กลุ่มนิติศาสตร์ อาชญาวิทยาและรัฐศาสตร์ เห็นด้วยร้อยละ 25 ส่วนลำดับอื่นๆ นั้น กลุ่มเป้าหมายมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันไป ทั้งนี้ ผลการจัดลำดับมาตรการลงโทษดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงทัศนคติของบุคลากรผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในกระบวนการยุติธรรมไทยว่าผู้กระทำผิดจะต้องได้รับการลงโทษ เพื่อเป็นการชดใช้การกระทำความผิดของตนเอง

(2.) ประเด็นปัญหาและอุปสรรคของกระบวนการยุติธรรมไทยกลุ่มเป้าหมายทุกกลุ่มมีความเห็นค่อนข้างสอดคล้องกันว่า วิธีการคุมประพฤติและการจำคุกนั้นไม่สามารถทำให้กระบวนการยุติธรรมมีประสิทธิภาพได้ปานกลาง โดยมีความเห็นว่าปริมาณนักโทษในปัจจุบันมีจำนวนเกินกว่าที่ระบบยุติธรรมจะรับได้ มีการใช้การลงโทษด้วยวิธีการจำคุกมากเกินกว่าความจำเป็น รวมทั้งเห็นว่า ปัญหาของการจำคุกที่สำคัญที่สุด คือ ผลกระทบจากการจำคุกทำให้ผู้กระทำผิดเรียนรู้พฤติกรรมอาชญากรรมเพิ่มเติม โดยกลุ่มเป้าหมายรัฐศาสตร์เห็นด้วยมากที่สุด ร้อยละ 81.25 กลุ่มอาชญาวิทยา เห็นด้วยร้อยละ 75 และกลุ่มนิติศาสตร์ เห็นด้วยร้อยละ 55 ส่วนกลุ่มเศรษฐศาสตร์เห็นด้วยมากร้อยละ 71.42

(3.) ความคิดเห็นต่อแนวทางและความเป็นไปได้ในการผลักดันมาตรการลงโทษระดับกลางไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมในประเทศไทย กลุ่มเป้าหมายนิติศาสตร์ร้อยละ 55 เห็นด้วยมาก ว่าเจ้าหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม ยังคงขาดความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับมาตรการลงโทษระดับกลาง กลุ่มเป้าหมายด้านอาชญาวิทยาร้อยละ 50 เห็นด้วยมากที่สุดว่า ประชาชนทั่วไปอาจไม่ยอมรับการใช้มาตรการลงโทษระดับกลาง กลุ่มเศรษฐศาสตร์ร้อยละ 74.42 เห็นด้วยมาก ว่าปัญหาและอุปสรรคที่สำคัญ คือ หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมไม่ต้องการเปลี่ยน แปลงการลงโทษ และกลุ่มรัฐศาสตร์ร้อยละ 50 เห็นด้วยมากที่สุดว่า จำนวนบุคลากรในกระบวน การยุติธรรมอาจมีไม่เพียงพอต่อการใช้มาตรการลงโทษระดับกลาง อย่างไรก็ตาม กลุ่มเป้าหมายทั้ง 4 กลุ่ม มีทัศนคติไปในทิศทางเดียวกันว่า เพื่อที่จะผลักดันมาตรการลงโทษระดับกลางไปสู่การปฏิบัติในประเทศไทย ควรมีกลไกติดตามและตรวจสอบการใช้มาตรการลงโทษระดับกลาง และควรมีการกำหนดชัดเจนว่าความผิดประเภทใดที่ใช้มาตรการลงโทษระดับกลาง รวมทั้งเห็นว่า มาตรการลงโทษระดับกลางต้องอาศัยความร่วมมือจากหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรม

(4.) ความคิดเห็นต่อมาตรการลงโทษระดับกลางกับมิติด้านนโยบาย และยุทธศาสตร์ของรัฐบาลที่เกี่ยวข้อง ในเชิงนิติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ และการปฏิบัติต่อผู้กระทำความผิดและการลงโทษ กลุ่มเป้าหมายทั้ง 4 กลุ่ม มีความคิดเห็นที่เป็นไปในแนวทางเดียวกันเกี่ยวกับคุณูปการ และความสอดคล้องของมาตรการการลงโทษระดับกลางกับนโยบายและยุทธศาสตร์ของรัฐบาลในมิติที่เกี่ยวข้อง ทั้งในเชิงนิติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ รัฐศาสตร์ และการปฏิบัติต่อผู้กระทำความผิดและการลงโทษ กล่าวคือ กลุ่มนิติศาสตร์ร้อยละ 60 และกลุ่มรัฐศาสตร์ร้อยละ 75 เห็นความสำคัญของการใช้มาตรการลงโทษระดับกลาง ในแง่ความสอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศในส่วนที่เกี่ยวข้องกับผู้กระทำความผิดมากที่สุด ในขณะที่กลุ่มอาชญาวิทยาร้อยละ 50 เห็นด้วยมากที่สุด ว่าการนำมาตรการลงโทษระดับกลางมาใช้จะเป็นการลดจำนวน และภาระของบุคลากรในเรือนจำและการนำมาตรการลงโทษระดับกลางมาใช้ เพื่อเพิ่มทางเลือกให้แก่ผู้พิพากษาในการพิจารณาคดี จะทำให้กระบวนการพิจารณาคดีรวดเร็วขึ้น ผู้กระทำความผิดได้รับโทษที่เหมาะสมกับความผิดยิ่งขึ้น และส่งผลให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียมกัน กลุ่มเศรษฐศาสตร์ ร้อยละ 64.28 เห็นว่า มาตรการลงโทษระดับกลางเป็นการส่งเสริมการมีส่วนร่วมในกระบวนการยุติธรรม และเสริมสร้างความเข้าใจซึ่งกันและกันของชุมชน และผู้กระทำความผิด นำไปสู่การลดความเหลื่อมล้ำในสังคม

(5.) ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะอื่นๆ กลุ่มนิติศาสตร์ ได้ให้ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมว่า การนำมาตรการลงโทษระดับกลางมาใช้ นอกจากจะคำนึงถึงประโยชน์ด้านเศรษฐกิจและสังคมแล้ว ยังควรต้องคำนึงถึงการเยียวยาด้านจิตใจของผู้เสียหายด้วย และอาจนำมาใช้กับความผิดที่รัฐเป็นผู้เสียหายเพียงฝ่ายเดียว เช่น ความผิดฐานทำให้เสียทรัพย์ที่รัฐเป็นผู้เสียหายก่อน ในขณะที่กลุ่มอาชญาวิทยาเห็นว่า ควรมีการกำหนดเงื่อนไขที่ชัดเจนเป็นรูปธรรมและสามารถปฏิบัติตามได้ก่อนการบังคับใช้ กลุ่มเศรษฐศาสตร์เห็นว่า ควรมีโครงการนำร่องเพื่อทดลองใช้ เพื่อเปรียบเทียบจำนวนผู้กระทำผิดซ้ำ เมื่อเทียบกับการลงโทษตามปกติ และกลุ่มรัฐศาสตร์ตั้งข้อสังเกตว่า สังคมไทยอาจใช้มาตรการลงโทษระดับกลางได้ผลเฉพาะบางกลุ่ม บางโอกาสและบางวิธีการเท่านั้น เนื่องจากประชากรมีความแตกต่างหลากหลายเป็นอย่างมากในแง่พื้นฐานการศึกษาเศรษฐกิจและสังคม นอกจากนี้ ในส่วนของบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม และบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ยังมีปัจจัยด้านวัฒนธรรมองค์กร โดยเฉพาะในแง่ความซื่อสัตย์ของข้าราชการในระดับล่าง มีค่าตอบแทนต่ำ ทำให้อ่อนแอต่อมิจฉาชีพ อาจนำไปสู่การกระทำผิดหากมีการนำมาตรการลงโทษระดับกลางมาใช้ ซึ่งเป็นหนึ่งในปัญหาพื้นฐานที่สำคัญของข้าราชการไทย

ข้อเสนอแนะจากการศึกษาวิจัย

ผู้วิจัยมีข้อสังเกต และข้อเสนอแนะใน 3 ประเด็น ได้แก่

(1.) คนส่วนใหญ่ในสังคมไทย รวมทั้งผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในกระบวนการยุติธรรม ยังคงมีความรู้ความเข้าใจที่จำกัดเกี่ยวกับมาตรการลงโทษระดับกลาง ทั้งในแง่ของรูปแบบและแนวทางในการนำไปสู่การปฏิบัติ ทำให้อาจเกิดความรู้สึกต่อต้านการนำมาตรการลงโทษระดับกลางมาบังคับใช้หน่วยงาน และองค์กรที่เกี่ยวข้อง จึงควรให้ความสำคัญกับการให้การศึกษา เสริมสร้าง และพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับมาตรการลงโทษระดับกลางให้แก่บุคลากรในกระบวนการยุติธรรมที่จะต้องปฏิบัติหน้าที่ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการบังคับโทษ ตลอดจนเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารและความรู้เกี่ยวกับมาตรการลงโทษระดับกลางที่ถูกต้อง ชัดเจน ในรูปแบบที่เข้าใจง่าย เพื่อให้ประชาชนทั่วไปได้รับรู้ด้วย

(2.) จากการที่กลุ่มเป้าหมายทั้ง 4 กลุ่ม ให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งกับการระบุให้ชัดเจนว่า กลุ่มเป้าหมายที่จะนำมาตรการลงโทษระดับกลางไปบังคับใช้นั้นเป็นคนกลุ่มใด และมีเงื่อนไขในการบังคับใช้อย่างไร หน่วยงาน/ องค์กรที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งหน่วยงานที่มีหน้าที่ในการออกกฎหมาย กฎเกณฑ์ และระเบียบที่เกี่ยวข้องกับมาตรการลงโทษระดับกลาง จึงควรคำนึงถึงประเด็นนี้ในการดำเนินการใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับมาตรการลงโทษระดับกลาง

(3.) ผลการศึกษาวิจัยในส่วนที่เกี่ยวข้องกับทัศนคติของกลุ่มเป้าหมายต่อมาตรการการลงโทษ เมื่อเปรียบเทียบกับแนวคิดทฤษฎี และการศึกษาทัศนคติของประชาชนเกี่ยวกับการปฏิบัติต่อผู้กระทำความผิด และมาตรการลงโทษในประเทศตะวันตก สะท้อนให้เห็นถึงแนวความคิด และความเข้าใจที่แตกต่างกันของประชาชนโดยทั่วไปในสังคมไทย และตะวันตก เกี่ยวกับอิสรภาพ และเสรีภาพ (Freedom and Liberty) ของบุคคล กล่าวคือ ในขณะที่สังคมไทยมองว่าการจำกัดบริเวณไว้ในสถานที่ที่มีความสะดวกสบาย อาจไม่ถือเป็นการลงโทษ ชาติตะวันตกมีแนวโน้มที่จะมองว่า การใช้วิธีการใดๆ ก็ตามที่เป็นการจำกัดอิสรเสรีภาพ หรือลดทอนอำนาจของผู้กระทำความผิด มิให้สามารถกระทำการใด ๆ ได้ ก็ถือเป็นมาตรการในการลงโทษในระดับหนึ่งแล้ว