2569-4

Women Prisoners and the Implementation of the Bangkok Rules in Thailand

ชื่อเรื่อง/โครงการวิจัย

Women Prisoners and the Implementation of the Bangkok Rules in Thailand

หน่วยงาน/ผู้วิจัย

สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ)

ปีที่เผยแพร่

2557

แหล่งสืบค้น

หมวดหมู่หัวข้องานวิจัย

ด้านการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง

ประเภท

งานวิจัย

บทคัดย่อ

การวิจัยฉบับนี้จัดทำโดย Thailand Institute of Justice (TIJ)เพื่อประเมินการดำเนินงานตาม United Nations Rules for the Treatment of Women Prisoners and Non - custodial Measures for Women Offenders (Bangkok Rules) ในเรือนจำที่ควบคุมผู้ต้องขังหญิงในประเทศไทย

วัตถุประสงค์

(1.) เพื่อประเมินระดับและรูปแบบการอนุวัติข้อกำหนดกรุงเทพฯในเรือนจำหญิงที่คัดเลือก

(2.) เพื่อศึกษาลักษณะภูมิหลัง ปัจจัยการกระทำผิด ความต้องการจำเพาะ และความจำเป็นด้านการฟื้นฟูของผู้ต้องขังหญิง

(3.) เพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติในการพัฒนาระบบราชทัณฑ์ให้สอดคล้องกับมาตร ฐานสากล

วิธีการศึกษา

การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยโดยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน (Mixed Methods) แบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่

ระยะที่ 1 : การเตรียมการศึกษาพัฒนาแบบสอบถาม และแนวทางประเมินทดลองใช้ (pre-test และ pilot test) เพื่อปรับปรุงเครื่องมือ

ระยะที่ 2 : การดำเนินการภาคสนามประเมินเรือนจำ/ทัณฑสถานหญิง จำนวน 6 แห่ง สำรวจผู้ต้องขังหญิง จำนวน 533 คน สัมภาษณ์เชิงลึกผู้ต้องขังหญิง จำนวน 34 คน สัมภาษณ์ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่เรือนจำ ตรวจเยี่ยมสภาพแวดล้อม การจัดการด้านสุขภาพ ความเป็นอยู่ การจำแนกประเภท การเตรียมความพร้อมก่อนปล่อย และการติดต่อกับครอบครัว ข้อมูลถูกวิเคราะห์ทั้งเชิงพรรณนาและเชิงคุณภาพ เพื่อนำเสนอภาพรวมสถานการณ์และประเด็นเชิงโครงสร้าง

ผลการศึกษาพบว่า

(1.) โครงสร้างและบริบทสำคัญประเทศไทยมีผู้ต้องขังหญิงในสัดส่วนเพิ่มขึ้น โดยมากกว่า ร้อยละ 80 เป็นคดียาเสพติด ปัญหาความแออัดในเรือนจำ อยู่ในระดับรุนแรง ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต สุขอนามัย การรักษาพยาบาล และการฟื้นฟู

(2.) การปฏิบัติตามข้อกำหนดกรุงเทพ ฯ มีความก้าวหน้าในบางด้าน เช่น การดูแลหญิงตั้งครรภ์ การไม่ใช้เครื่องพันธนาการระหว่างคลอด และการจัดบริการสาธารณสุขร่วมกับหน่วยงานภายนอก อย่างไรก็ ตาม พบข้อจำกัดสำคัญ ได้แก่ การตรวจค้นร่างกายแบบเปลื้องผ้าเป็นกิจวัตร การจำแนกประเภทผู้ต้องขัง ยังไม่คำนึงถึงมิติทางเพศอย่างแท้จริง การให้ข้อมูลสิทธิแก่ผู้ต้องขังเมื่อรับตัวเข้าไม่เพียงพอ ข้อจำ กัดด้านการเยี่ยมและการติดต่อครอบครัว ค่าตอบแทนการทำงานต่ำมาก บุคลากรทางการแพทย์ นักจิตวิทยาและนักสังคมสงเคราะห์ไม่เพียงพอ

(3.) ผลการสำรวจภูมิหลังผู้ต้องขังหญิง ผู้ต้องขังจำนวนมากมีระดับการศึกษาต่ำ มีประวัติการใช้สารเสพติด ปัญหาสุขภาพจิตและประสบการณ์ความรุนแรงในอดีตหลายรายเป็นผู้ดูแลหลักของบุตรก่อนถูกจำคุก ต้องการการฝึกอาชีพ และการสนับสนุนหลังพ้นโทษ

(4.) ประเด็นเชิงระบบกฎหมายราชทัณฑ์และกฎกระทรวงบางส่วนล้าสมัย ไม่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล แนวคิดด้านความมั่นคงยังมีอิทธิพลสูงกว่าการฟื้นฟูการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อย และการสนับสนุนหลังพ้นโทษยังไม่ครอบคลุม

ข้อเสนอแนะ

ปรับปรุงกฎหมายราชทัณฑ์และกฎระเบียบให้สอดคล้องกับข้อกำหนดกรุงเทพ ฯ และมาตรฐานสากล ลดความแออัดโดยเพิ่มมาตรการทางเลือกแทนการจำคุกโดยเฉพาะในคดียาเสพติดพัฒนาระบบจำแนกประเภทที่คำนึงถึงมิติทางเพศ และบทบาทความเป็นมารดา เพิ่มบุคลากรเฉพาะทางด้านสาธารณสุขจิต วิทยาและสังคมสงเคราะห์ ขยายโอกาสการศึกษา ฝึกอาชีพ และค่าตอบแทนที่เหมาะสม ส่งเสริมการติด ต่อกับครอบครัว และสนับสนุนการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อย พัฒนาระบบติดตามและประเมินผลการอนุวัติข้อกำหนดกรุงเทพ ฯ อย่างต่อเนื่อง

สรุปภาพรวม

ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่า แม้ประเทศไทยจะมีความพยายามในการขับเคลื่อนข้อกำหนดกรุงเทพ ฯอย่างเป็นรูปธรรม แต่ยังมีความท้าทายเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะปัญหาความแออัด ทรัพยากรบุคคลจำกัดและกรอบกฎหมายที่ล้าสมัยการปฏิรูประบบราชทัณฑ์โดยคำนึงถึงมิติทางเพศอย่างแท้จริงจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนและการฟื้นฟูอย่างยั่งยืน

Scroll to Top