การพัฒนาคุณภาพการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิดด้วยระบบการดูแลต่อเนื่อง และการส่งต่อข้อมูลจากสถานที่ควบคุมตัวสู่มาตรการคุมประพฤติ และการสงเคราะห์ภายหลังปล่อย
ชื่อเรื่อง/โครงการวิจัย | การพัฒนาคุณภาพการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิดด้วยระบบการดูแลต่อเนื่อง และการส่งต่อข้อมูลจากสถานที่ควบคุมตัวสู่มาตรการคุมประพฤติ และการสงเคราะห์ภายหลังปล่อย |
หน่วยงาน/ผู้วิจัย | นางพรประภา แกล้วกล้า และคณะ |
ปีที่เผยแพร่ | 2558 |
แหล่งสืบค้น | |
หมวดหมู่หัวข้องานวิจัย | ด้านการพัฒนาผู้ต้องขัง |
ประเภท | งานวิจัย |
บทคัดย่อ | |
วัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาระบบการส่งต่อข้อมูล การแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิดกลุ่มที่ปล่อยตัว จากเรือนจำ ทัณฑสถาน สถานพินิจและคุ้ม ครองเด็กและเยาวชนและศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนให้ได้รับการแก้ไขฟื้นฟูระหว่างการคุมความประพฤติอย่างต่อเนื่องและติดตามสงเคราะห์ภายหลังปล่อยและเพื่อพัฒนาการมีส่วนร่วมของหน่วยงานภาครัฐ เอกชนท้องถิ่นภาคประชาชนและครอบครัว ในการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิดในขั้นตอนการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อย การคุมความประพฤติ และการ สงเคราะห์ภายหลังปล่อย วิธีการวิจัย การวิจัยครั้งนี้เป็นวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมวิธีการแสวงหาข้อมูลและเครื่องมือในการวิจัย ประกอบด้วย การศึกษาจากเอกสาร การประชุมเชิง
ปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม การปฏิบัติการจริงในพื้นที่ การสนทนากลุ่ม การสัมภาษณ์ การสังเกต เครื่องมือ
ประกอบด้วย แบบบันทึก แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกต และประเด็นการสนทนากลุ่ม การวิเคราะห์ข้อมูล ด้วยการ ตีความข้อมูล ตรวจสอบความถูกต้องข้อมูลด้วยการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อคืนข้อมูลและสรุปผล
สำนักงานคุมประพฤติที่เป็นพื้นที่วิจัย ได้แก่ สำนักงานคุมประพฤติจังหวัดลพบุรี ชัยนาท ระยอง ตราด
อุบลราชธานี เชียงใหม่ ลำพูน และนครศรี ธรรมราช ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ (1) การส่งต่อข้อมูลระหว่างเรือนจำ ทัณฑสถานและสำนักงานคุมประพฤติในขั้นตอนการสืบเสาะข้อเท็จจริง มีข้อมูลครบถ้วน ส่งทันกำหนดเวลาและเป็นประโยชน์ต่อการทำงานมากขึ้นแต่ในขั้นตอนการคุมความประพฤติ เอกสารเกี่ยวกับประวัติภูมิหลัง แผนและผลการแก้ไขฟื้นฟูในระหว่างการควบคุมตัวตลอดจนความต้องการการช่วยเหลือสงเคราะห์ภายหลังปล่อย ยังไม่ครบถ้วนและล่าช้าแม้ว่าจะมีการประสานงานแล้วก็ตาม สาเหตุเพราะหน่วยงานผู้ส่งต้องจัดทำเอกสารซึ่งมีผลกระทบต่องบประมาณและเป็นการเพิ่มภาระงานให้กับผู้ปฏิบัติซึ่งมีจำนวนน้อย จากการศึกษาฐานข้อมูลสารสนเทศของกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชน กรมราชทัณฑ์ และกรมคุมประพฤติพบว่ามีข้อมูลที่ตรงกันและสามารถส่งต่อให้กันผ่านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศจำนวนมาก หากได้มีการเชื่อมโยงและใช้ประโยชน์ร่วมกันก็จะลดขั้นตอนการทำงานและค่าใช้จ่าย เพิ่มความรวดเร็วและเป็นประโยชน์ต่อผู้กระทำผิดมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเด็กและเยาวชนไม่ต้องให้ถ้อยคำซ้ำซึ่งเสมือนถูกกระทำซ้ำจากกระบวนการยุติธรรม (2) การพัฒนาการมีส่วนร่วมของหน่วยงานภาครัฐ เอกชน ท้องถิ่น ภาคประชาชนและครอบครัวในการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิด มีข้อค้นพบที่สำคัญคือ (2.1) การขอความร่วมมือกำนัน ผู้ใหญ่บ้านองค์การบริหารส่วนท้องถิ่นและผู้นำชุมชนให้มีส่วนร่วมในการสืบเสาะผู้อุปการะผู้ต้องขังที่ได้รับพักการลงโทษ หรือลดวันต้องโทษจำคุก โดยใช้กระบวนการกลุ่ม และให้อาสาสมัครคุมประพฤติ และเครือข่ายยุติธรรรมชุมชนเป็นผู้ดำเนินการหลัก โดยพนักงานคุมประพฤติทำหน้าที่สนับสนุน ทำให้พนักงานคุมประพฤติสืบเสาะได้รวดเร็วขึ้นได้ข้อมูลเชิงลึกรอบด้าน ครอบครัวมีกำลังใจ และมีการสร้างสัมพันธภาพระหว่างครอบครัวผู้ต้องขัง ผู้นำในชุมชนท้องถิ่นอาสาสมัครคุมประพฤติและเครือข่ายยุติธรรมชุมชนซึ่งจะได้ร่วมกันดูแลต่อไปเมื่อได้รับพักการลงโทษหรือลดวันต้องโทษจำคุก (2.2) การเตรียมความพร้อมครอบครัวและชุมชน โดยสร้างความรู้ ความเข้าใจและปรับทัศนคติการอยู่ร่วมกับผู้กระทำผิดและการดูแลช่วยเหลือหลังปล่อย การปรัปรับสภาพแวดล้อมภายในบ้านให้รู้สึกว่าเป็นคนใหม่ การทำความเข้าใจกับคนในชุมชน และสร้างพื้นที่ยืนในชุมชนซึ่งแสดงถึงการให้การยอมรับของสังคม เช่น จัดพิธีรับตัว รับขวัญคืนสู่ชุมชน การให้เป็นประธานในงานพิธีกรรมของชุมชน การให้ช่วยงานสาธารณะของชุมชน ฯลฯ ช่วยให้ผู้กระทำผิดลดความขัดเขิน และปรับตัวกับชุมชนได้แนบเนียนขึ้น (2.3) การสร้างสัมพัมพันธภาพในการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อย และการดูแลช่วยเหลือสงเคราะห์ระหว่างการคุมความประพฤติ ด้วยการเยี่ยมบ้านของผู้นำชุมชน อาสาสมัครคุมประพฤติเครือข่ายยุติธรรมชุมชนและพนักงานคุมประพฤติช่วยให้ผู้ได้รับพักการลงโทษหรือลดวันต้องโทษจำคุกที่เคยมีความคับข้องใจและกังวลใจสูง สบายใจขึ้น เพราะนอกจากคนในครอบครัวแล้ว ยังมีผู้ที่เข้าใจ และพร้อมช่วยเหลืออยู่ในชุมชน สำหรับการสงเคราะห์เงินทุนประกอบอาชีพ ในระหว่างคุมความประพฤติ แม้จะมีจำนวนไม่มาก แต่ก็ทำให้ผู้กระทำผิดรู้สึกมีคุณค่าและรู้สึกว่าไม่ถูกทอดทิ้ง (2.4) การจัดโครงสร้างการบริหารงานแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิดออกเป็นเขตพื้นที่ในแต่ละเขตพื้นที่ใช้ศูนย์ประสานงานอาสาสมัครคุมประพฤติ หรือศูนย์ยุติธรรมชุมชนเป็นศูนย์ปฏิบัติงานแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิด ที่อยู่ในชุมชนโดยมีพนักงานคุมประ พฤติ เป็นผู้เอื้อให้ผู้เกี่ยวข้อง อันได้แก่ ผู้กระทำผิด ครอบครัว อาสาสมัครคุมประพฤติ เครือข่ายยุติธรรมชุมชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลสถาบันการศึกษา องค์กรศาสนามาพบและช่วยเหลือกัน นอกจากนี้ พนักงานคุมประพฤติยังทำหน้าที่หนุนเสริมความรู้ และประสบการณ์ให้กับชุมชน เมื่อชุมชนทำบทบาทด้านใดได้ดีแล้ว พนักงานคุมประพฤติจะลดบทบาทในการทำงานด้านนั้นลง เพิ่มบทบาทของชุมชนให้มากขึ้น การมีส่วนร่วมในลักษณะนี้เป็นการค่อย ๆ ลดการควบคุม โดยกฎหมายและเจ้าหน้าที่รัฐเปลี่ยนผ่านไปสู่การดูแลโดยวิถีชุมชน ซึ่งนอกจากชุมชมชนจะได้เรียนรู้วิธีการ และพัฒนาทักษะการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิด ในบทบาทของตนเองแล้ว ยังสามารถปรับเปลี่ยนทัศนคติของชุมชนต่อผู้กระทำผิดได้อีกด้วย ข้อเสนอแนะ การศึกษาครั้งนี้ ศึกษาบนฐานงานคุมประพฤติ โดยใช้ผู้กระทำผิดที่อยู่ในชุมชนเป็นศูนย์กลางใช้ทรัพยากรทนเดิมของงานคุมประพฤติ คือ ศูนย์ประสานงานอาสาสมัครคุมประพฤติ หรือศูนย์ยุติธรรมชุมชนเป็นศูนย์ปฏิบัติงานแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิดในชุมชน โดยมีอาสาสมัครคุมประพฤติที่มีที่มีทักษะและประสบการณ์รวมทั้งมีบทบาทในชุมชนท้องถิ่นเป็นกลไกสำคัญในการประสานงานกับสำนักงานคุมประพฤติเกาะเกี่ยวทรัพยากรชุมชนทั้งเครือข่ายยุติธรรมชุมชนท้องที่ท้องถิ่นและหน่วยงานอื่นเข้ามามีส่วนร่วมในการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิด พนักงานคุมประพฤติเป็นผู้จัดกระบวนการเรียนรู้สนับสนุน มีการผสมสมผสานหลักการคุมประพฤติกับความเชื่อ ศาสนา วัฒนธธรรมและภูมิปัญญา มาแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิด ซึ่งจะลดบทบาทการควบคุมโดยภาครัฐไปสู่การควบคุมโดยวิถีชุมชน จากผลการวิจัยดังกล่าวจึงมีข้อเสนอแนะที่สำคัญคือ (1) ควรมีคณะกรรมการด้านการมีส่วนร่วมของชุมชนและภาคประชาสังคมกระทรวงยุติธรรมเพื่อกำกับทิศทางและกำหนดบทบาทภารกิจของอาสาสมัคร ส่งเสริมและบูรณาการงานการมีส่วนร่วมของชุมชนของทุกกรมในกระทรวงยุติธรรม (2) เพิ่มจำนวนอาสาสมัครคุมประพฤติ ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการแก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิดในชุมชนให้ครอบคลุมพื้นที่ระดับตำบล (3) เชื่อมโยงและพัฒนาฐานข้อมูลผู้กระทำผิดขอของกรมคุมประพฤติกรมราชทัณฑ์และกรมพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนให้สามารถใช้ร่วมกันได้เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานของทุกหน่วยงาน (4) พัฒนาบุคลากรของกรมคุมประพฤติในการทำงานแบบมีส่วนร่วนร่วมกับภาคประชาชน ปรับกระบวนทัศน์และบทบาทบุคลากรของกรมคุมประพฤติให้เป็นผู้ทำหน้าที่บริหารจัดการทรัพยากรในชุมชน และทำหน้าที่แก้ไขฟื้นฟูผู้กระทำผิดที่ยากเกินความสามารถของชุมชน (5) จัดโครงสร้างงานระดับจังหวัดให้บุคลากรสามารถทำงานใกล้ชิดกับผู้กระทำผิด ครอบครัวและชุมชน (6) ส่งเสริมให้มี "ชุมชนต้นแบบและแหล่งเรียนรู้การแก้ไขฟื้นฟูแบบต่อเนื่อง" ให้กับ อาสาสมัครครคประพฤติพนักงานคุมประพฤติและชุมชนที่สนใจ | |