2569-23

การปฏิบัติงานของทีมสหวิชาชีพในการดูแลผู้ต้องขังหญิงตั้งครรภ์ในเรือนจำกลาง

ชื่อเรื่อง/โครงการวิจัย

การปฏิบัติงานของทีมสหวิชาชีพในการดูแลผู้ต้องขังหญิงตั้งครรภ์ในเรือนจำกลาง

หน่วยงาน/ผู้วิจัย

นรรฐพร เพียรพิทักษ์

ปีที่เผยแพร่

2564

แหล่งสืบค้น

หมวดหมู่หัวข้องานวิจัย

ด้านการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง

ประเภท

วิทยานิพนธ์

บทคัดย่อ

วัตถุประสงค์

เพื่อศึกษาการปฏิบัติงานของทีมสหวิชาชีพที่ดูแลผู้ต้องขังหญิงตั้งครรภ์ ในเรือนจำกลางและศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติงานของทีมสหวิชาชีพกับผู้ต้องขัง หญิงตั้งครรภ์ในเรือนจำกลาง

วิธีการศึกษา

โดยเป็นการศึกษาวิธีวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) จากสหวิชาชีพที่เป็นผู้ปฏิบัติงานหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับผู้ต้องขังหญิงตั้งครรภ์ที่ปฏิบัติงานภายในเรือนจำกลางทั่วประเทศ จำนวน 146 คน ทั้งหมด 23 เรือนจำ ได้แก่ ผู้บังคับแดนหญิง พยาบาลวิชาชีพ นักทัณฑวิทยานักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยาและนักวิชาการอบรมและฝึกวิชาชีพ

ผลการศึกษาพบว่า

(1.) การทำงานของทีมสหวิชาชีพภายใต้กระบวนการปฏิบัติงานตามข้อกำหนดกรุงเทพฯ ประกอบด้วย ขั้นแรกรับ ขั้นฟื้นฟู/สวัสดิการ ขั้นเตรียมความพร้อมและขั้นดูแลหลังปล่อย

(2.) ผลการศึกษาพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีการทำงานของทีมสหวิชาชีพกับผู้ต้องขังหญิงตั้งครรภ์ภายใต้กระบวนการปฏิบัติงานตามข้อกำหนดกรุงเทพฯ ในภาพรวมระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.08) เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีการปฏิบัติตามในขั้นแรกรับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.31) และขั้นดูแลหลังปล่อยน้อยที่สุด (ค่าเฉลี่ย 3.73)

(3.) ปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติงานของทีมสหวิชาชีพกับผู้ต้องขังหญิงตั้งครรภ์ในเรือนจำกลาง พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติงานของทีมสหวิชาชีพกับผู้ต้องขังหญิงตั้งครรภ์ในเรือนจำกลาง ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย 4.03 โดยมีปัญหาด้านข้อจำกัดของสถานที่มากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.14) รองลงมาปัญหาด้านบุคลากรในการปฏิบัติงาน ปัญหาด้านงบประมาณที่ได้รับในการจัดสรรและมีปัญหาด้านการประสานงาน ตามลำดับ

(4.) ผลการศึกษาเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างข้อมูลทั่วไปกับการปฏิบัติงานของทีมสหวิชาชีพใน การดูแลผู้ต้องขังหญิงตั้งครรภ์ในเรือนจำกลางตามข้อกำหนดกรุงเทพฯพบว่าตำแหน่งและเพศที่ แตกต่างกันทำให้การปฏิบัติงานของทีมสหวิชาชีพในการดูแลผู้ต้องขังหญิงตั้งครรภ์ในเรือนจำกลาง ตามข้อกำหนดกรุงเทพฯ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05

(5.) ผลการศึกษา เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างข้อมูลทั่วไปกับปัญหาและอุปสรรคในการปฏิบัติงานของ ทีมสหวิชาชีพกับผู้ต้องขังหญิงตั้งครรภ์ในเรือนจำกลางพบว่า เพศและสถานที่ตั้งเรือนจำที่แตกต่างกันทำให้มีปัญหาอุปสรรคการทำงานของทีมสหวิชาชีพภายใต้กระบวนการปฏิบัติงานตามข้อกำหนด กรุงเทพฯ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05

ข้อเสนอแนะ

ข้อเสนอแนะระดับนโยบาย

(1.) กรมราชทัณฑ์ควรเพิ่มอัตรากำลังที่จำเป็นในการปฏิบัติงานเฉพาะด้านที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้ต้องขังหญิงตั้งครรภ์ เด็กติดผู้ต้องขังและผู้ต้องขังหลังคลอด ได้แก่ พยาบาลวิชาชีพ สังคมสงเคราะห์ และจิตวิทยา เพื่อสนับสนุนการขับเคลื่อนการปฏิบัติงานตามข้อกำหนดกรุงเทพฯได้อย่างมีประสิทธิภาพ

(2.) กรมราชทัณฑ์ควรส่งเสริมพัฒนาความรู้ของเจ้าหน้าที่ในเรือนจำ ในเรื่องข้อกำหนดกรุงเทพฯ กฎ ระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้ต้องขังหญิงตั้งครรภ์ เด็กติดผู้ต้องขัง และผู้ต้องขังหลังคลอดและควรจัดทำคู่มือการปฏิบัติงานเกี่ยวกับขั้นตอนและระเบียบต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลผู้ต้องขังหญิงตั้งครรภ์ เด็กติดผู้ต้องขังและผู้ต้องขังหลังคลอด เพื่อใช้เป็น

แนวทางในปฏิบัติงานให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ

(3.) กรมราชทัณฑ์ควรสำรวจและจัดสรรงบประมาณของใช้อุปโภคและบริโภคเฉพาะของผู้ต้องขังหญิงตั้งครรภ์ เด็กติดผู้ต้องขังและผู้ต้องขังหลังคลอดบุตรให้เหมาะสมและเพียงพอต่อความต้องการได้แก่ ผ้าอ้อม นมบำรุงแม่เพื่อให้น้ำนมบุตร สื่อหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้พัฒนาทักษะเด็กเล็กของเรือนจำต่าง ๆ ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

(4.) กรมราชทัณฑ์ควรจัดสรรสถานที่และสภาพแวดล้อมเป็นไปตามมาตรฐานด้านสุขลักษณะเหมาะสมกับผู้ต้องขังหญิงตั้งครรภ์ เด็กติดผู้ต้องขังและผู้ต้องขังหลังคลอดโดยจัดพื้นที่เฉพาะแยกให้กับผู้ต้องขังหญิงที่ตั้งครรภ์ การเลี้ยงดูเด็กแรกเกิด และเด็กติดผู้ต้องขัง ให้ได้อย่างชัดเจนเป็นรูปธรรม

ข้อเสนอแนะระดับการปฏิบัติการ

(1.) เรือนจำควรส่งเสริมและพัฒนาความรู้ความเข้าใจให้กับบุคลากร โดยการจัดการอบรมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ในการปฏิบัติงานด้านการดูแลผู้ต้องขังหญิงตั้งครรภ์ เด็กติดผู้ต้องขังและผู้ต้องขังหลังคลอด เพื่อให้การปฏิบัติงานมีขั้นตอนการดำเนินงานอย่างเป็นรูปธรรมและเป็นมาตรฐานเดียวกัน

(2.) เรือนจำควรจัดฝึกอบรมอาชีพให้กับผู้ต้องขังหญิงตั้งครรภ์ตามความต้องการของผู้ต้องขัง และควรประเมินความต้องการด้านทุนประกอบอาชีพของผู้ต้องขังหญิงภายหลังพ้นโทษเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้ต้องขังภายหลังพ้นโทษ

(3.) เรือนจำควรให้ความสำคัญในการสร้างเครือข่ายการมีส่วนร่วมกับองค์กรต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ทั้งหน่วยงานภาครัฐ หน่วยงานภาคเอกชนและภาคประชาสังคมเพื่อสนับสนุนการทำงานในด้านต่าง ๆ ในการช่วยเหลือสนับสนุนเครื่องอุปโภคบริโภค การติดตามและประเมินผล โดยผ่านกลไกของอาสาสมัครเพื่อช่วยสนับสนุนให้กระบวนการทำงานมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

Scroll to Top