thai flag
ไทย
EN

การประเมินโครงการพัฒนาระบบบริการ สาธารณสุขสำหรับผู้ต้องขังในเรือนจำ

ชื่อเรื่อง/โครงการวิจัย

การประเมินโครงการพัฒนาระบบบริการ สาธารณสุขสำหรับผู้ต้องขังในเรือนจำ

หน่วยงาน/ผู้วิจัย

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เสาวธาร โพธิ์กลัด และคณะสถาบันวิจัยและให้คำปรึกษาแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ปีที่เผยแพร่

2566

แหล่งสืบค้น

หมวดหมู่หัวข้องานวิจัย

ด้านการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง

ประเภท

งานวิจัย

บทคัดย่อ

วัตถุประสงค์

เพื่อประเมินผลการดำเนินงานการพัฒนาระบบสาธารณสุขในเรือนจำ/ ทัณฑสถาน ครอบคลุมเรือนจำเป้าหมายในระยะที่ 1 ระยะที่ 2 และเรือนจำที่ไม่อยู่ในการดำเนินโครงการ รวมแล้วไม่น้อยกว่า 30 แห่ง ทุกภูมิ ภาคทั่วประเทศ

วิธีการศึกษาวิจัย

โดยการศึกษาวิจัยได้ดำเนินการในรูปแบบผสมผสานทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ซึ่งสามารถจำแนกได้ดังนี้

(1) การศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ ประกอบด้วย การทบทวนรายงาน เอกสารของโครงการ การสังเกต เรือนจำ และหน่วยพยาบาล การสัมภาษณ์เจาะลึก และการประชุมเชิงปฏิบัติการที่ให้กลุ่มเป้าหมายสามารถ ที่จะแสดงความคิดเห็นได้อย่างอิสระ เพื่อระบุปัจจัยที่ทำให้เกิดการขับเคลื่อนจนประสบความสำเร็จ ในแต่ละ กิจกรรมหรือรูปแบบการรักษาที่เหมาะสม

2) การศึกษาวิจัยเชิงปริมาณ เป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสำรวจด้วยแบบสอบถาม จาก ผู้เกี่ยวข้องในระดับปฏิบัติการและอาสาสมัครเรือนจำเพื่อให้ได้ข้อมูลในภาพรวมของการดำเนินโครงการ

ผลการศึกษาวิจัย

(1) การดำเนินงานเชิงปริมาณโดยวิเคราะห์ ผลการวิจัย ซึ่งเป็นการประเมินความเห็นและความพึงพอใจของผู้ปฏิบัติงานและผู้ต้องขังในประเด็นต่าง ๆ ด้วยสถิติเชิงพรรณนา โดยทุกประเด็นการประเมิน พบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความเห็นและความพึงพอใจในระดับมาก (ค่าเฉลี่ยความพึงพอใจเท่ากับ 4.25 สำหรับผู้ต้องขังและ 4.22 สำหรับผู้ปฏิบัติงาน)

(2) การประเมินผลและการวิเคราะห์ผลการดำเนินโครงการในรูปแบบ CIPP Model ซึ่งเป็นการประเมินทั้งเชิงปริมาณด้วยสถิติการใช้ สถิติเชิงพรรณนา และการประเมินคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เอกสารและการวิเคราะห์เนื้อหา (Content analysis) พบว่า ภาพรวมของการพัฒนาระบบบริการสาธารณสุขสำหรับผู้ต้องขังในเรือนจำเป็นไปในทิศทางเชิงบวกและ ประสบความสำเร็จในการดำเนินโครงการหลายประการ (ค่าเฉลี่ยความพึงพอใจความสำเร็จของโครงการเท่ากับ 4.05 สำหรับผู้ต้องขังและ 4.09 สำหรับผู้ปฏิบัติงาน) ทั้งนี้ ยังมีเพียงบางตัวชี้วัดที่หน่วยงานในบางพื้นที่ไม่สามารถ ดำเนินการได้ อันเนื่องมาจากข้อจำกัดด้านบุคลากร งบประมาณ และสถานที่ เมื่อพิจารณาผลประเมินทางด้าน เศรษฐศาสตร์สาธารณสุข พบว่า ผลประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากโครงการนี้ ส่วนใหญ่จะอยู่ในเชิงคุณภาพ (Ordinal Approach) จึงทำการวิเคราะห์ความคุ้มค่าด้วยแนวคิด CEA พบว่า ต้นทุนรวมของโครงการนี้จำนวน 335,645,663 บาท แต่สามารถทำให้เกิดประสิทธิภาพถึง 34 ตัวชี้วัดการดำเนินงานของการดำเนินงานเพื่อพัฒนา ระบบบริการสาธารณสุขในเรือนจำ ทั้งในด้านผลผลิตผลลัพธ์ และผลกระทบของการดำเนินโครงการ หรือทำให้ ชีวิตของผู้ต้องหาจำนวนมากถึง 108,146 คน มีมาตรฐานการดำรงชีวิตที่ดีขึ้น

ข้อเสนอแนะ

การศึกษาวิจัยครั้งนี้ได้จำแนกข้อเสนอแนะของการศึกษาวิจัยออกเป็น 3 ส่วนอันประกอบด้วยรายละเอียดสำคัญดังนี้

(1) ข้อเสนอแนะต่อการดำเนินงานของโครงการราชทัณฑ์ปันสุขฯเพื่อพัฒนาระบบบริการสาธารณ สุขสำหรับผู้ต้องขังในเรือนจำ

(1.1) สร้างตัวชี้วัดระบบบริการสาธารณสุขสำหรับผู้ต้องขังเป็นตัวชี้วัดหลักการปฏิบัติงานในเรือนจำและทัณฑสถาน มีการติดตามการดำเนินงานร่วมจากมูลนิธิราชทัณฑ์ปันสุขฯ โดยอาศัยข้อกำหนดและทิศทางการดำเนินงานกับผู้ต้องขังในระดับนานาชาติ และระดับชาติ ด้านสิทธิสุขภาพของผู้ต้องขัง และการลดความเหลื่อมล้ำเป็นเครื่องมือสำคัญในการผลักดันและขับเคลื่อนให้ตัวชี้วัดการดำเนินงาน

(1.2) กำหนดเป้าหมายของการจัดประกวดเรือนจำและโรงพยาบาลแม่ข่ายดีเด่นตามโครงการราชทัณฑ์ปันสุขฯ เพื่อสร้างให้เกิดการพัฒนาระบบบริการสาธารณสุขในเรือนจำ/ทัณฑสถานอย่างเป็นระบบ มุ่งเน้นสร้างการพัฒนาเรือนจำ/ทัณฑสถานและโรงพยาบาลแม่ข่ายที่มีคะแนนประเมินในระดับต่ำ

(2) ข้อเสนอแนะสำหรับการปฏิบัติงานเพื่อพัฒนาระบบบริการสาธารณสุขสำหรับผู้ต้องขังในเรือนจำ

(2.1) ข้อเสนอแนะที่สำคัญสำหรับการปฏิบัติงานในส่วนงานราชทัณฑ์ ได้แก่ (ก)การพัฒนาศักยภาพของผู้ปฏิบัติงานในเรือนจำอย่างต่อเนื่อง โดยให้สอดคล้องต่อบริบทของการปฏิบัติงาน และพัฒนาความรู้ทางด้านการแพทย์และสาธารณสุขขั้นพื้นฐานให้แก่อาสาสมัครเรือนจำ (ข)การกำหนดหน้าที่ภาระงานที่เหมาะสมให้แก่ผู้ปฏิบัติงาน และใช้ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศในการปฏิบัติงานเพื่อจัดการข้อมูลสุขภาพของผู้ต้องขัง (ค) รูปแบบของการจัดอบรมด้านสุขภาพให้แก่ผู้ต้องขังที่เป็นอาสาสมัครเรือนจำควรได้รับการพัฒนา จากส่วนงานที่เกี่ยวข้องและมีความรู้ความเข้าใจทางสถานการณ์ปัญหาทางสุขภาพของผู้ต้องขังอย่างแท้จริง

(2.2) ข้อเสนอแนะสำหรับการปฏิบัติงานของโรงพยาบาลแม่ข่าย ได้แก่ (ก) การกำหนด บทบาทหน้าที่ผู้รับผิดชอบการดำเนินงานและบุคลากรที่ทำหน้าที่ประสานงานและพัฒนาระบบการดูแล สุขภาพของผู้ต้องขังระหว่างโรงพยาบาลแม่ข่ายและเรือนจำโดยเฉพาะ เพื่อนำไปสู่การกำหนดสมรรถนะ (Competency) ของผู้ปฏิบัติงานและการประเมินการปฏิบัติงานที่เป็นแบบแผนเดียวกันในทุกโรงพยาบาล แม่ข่าย (ข) การนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการสนับสนุนการจัดบริการทางด้านการแพทย์และเพิ่มช่อง ทางการสื่อสารและการติดตามอาการของโรคของผู้ต้องขัง

(2.3) ข้อเสนอแนะสำหรับหน่วยงานอื่นๆและผู้ปฏิบัติงานทางด้านสาธารณสุขของพื้นที่ตั้ง เรือนจำและโรงพยาบาลแม่ข่าย สนับสนุนให้มีการรายงานการดำเนินงานโครงการราชทัณฑ์ ปันสุข ฯ เป็นวาระของการประชุมหัวหน้าส่วนงานในระดับจังหวัดและกระทรวงมหาดไทยในฐานะที่เป็น ต้นสังกัดของส่วนงานในระ ดับจังหวัดกำหนดตัวชี้วัดเพื่อกำกับติดตามกระบวนการดำเนินงานของโครงการ ในส่วนจังหวัด เช่น การออกเลขบัตรประชาชนสำหรับคนไทยที่ยังไม่ได้รับบัตร การประสานงานในระดับพื้นที่ เพื่อเตรียมความพร้อมของสังคมและชุมชนก่อนมีการปล่อยตัวผู้พ้นโทษ

(3) ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย เพื่อพัฒนาระบบบริการสาธารณสุขสำหรับผู้ต้องขังในเรือนจำ

(3.1) ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อกระทรวงยุติธรรมและกรมราชทัณฑ์

(3.1.1) การกำหนดให้ภารกิจของโครงการราชทัณฑ์ปันสุขฯ เป็นตัวชี้วัดในระดับ

กระทรวงเพื่อพัฒนาระบบบริการสาธารณสุขสำหรับผู้ต้องขังในเรือนจำ และสามารถจัดทำแผนปฏิบัติการ

เพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาในการทำงานได้อย่างเหมาะสมและสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่

(3.1.2) พัฒนามาตรฐานการปฏิบัติงานด้านสาธารณสุขให้มีความใกล้เคียงกับ มาตรฐานของหน่วยบริการสาธารณสุขปฐมภูมิ แต่ลักษณะของการจัดบริการจะต้องเป็นปฐมภูมิประเภทพิเศษ

(3.1.3) การรายงานข้อมูลของพื้นที่ (เรือนจำ/ทัณฑสถานและโรงพยาบาลแม่ข่าย) ควรมีการวางแผนร่วมในการสร้างระบบการรายงานที่เป็นชุดเดียวกัน หรือการพัฒนาระบบเทคโนโลยี สารสนเทศและฐานข้อมูลของเรือนจำให้มีความทันสมัย และปลอดภัยในการควบคุมการเข้าถึง และการเชื่อมต่อ ข้อมูล ดังนั้น กรมราชทัณฑ์ จึงควรพัฒนาอย่างเร่งด่วนในการสร้างระบบเทคโนโลยีสารสนเทศรวมทั้งระบบ ฐานข้อมูลของเรือนจำให้สามารถรองรับกับระบบการแพทย์ภายนอกที่มีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยยังคงพิจารณาถึงประเด็นการรักษาความปลอดภัยและการรักษาความลับของข้อมูล ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562

(3.1.4) การพิจารณาการจัดสรรงบประมาณสำหรับเฉพาะการบริหารจัดการและ การดูแลอุปกรณ์และครุภัณฑ์ทางการแพทย์ที่มีอยู่ในเรือนจำตามที่ได้รับมาจากโครงการราชทัณฑ์ปันสุขฯ รวมทั้งงบประมาณที่เกี่ยวข้องกับการดูแลจัดการพื้นที่ในเรือนจำให้เหมาะสมตามมาตรฐานสุขาภิบาลกำหนด

(3.1.5) การสร้างและขยายความร่วมมือกับหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการติดตาม ดูแลสภาวะสุขภาพของผู้ต้องขังหลังปล่อย โดยเฉพาะการติดตามสุขภาพจิตของผู้พ้นโทษที่อาจจะเกิด ความเจ็บปวดหรือบาดแผลทางใจ (Trauma) และมีแนวทางการดำเนินงานของกรมราชทัณฑ์คือการร่วมวางแผน กับส่วนงานที่เกี่ยวข้องทั้ง เช่น กรมคุมประพฤติ กระทรวงสาธารณสุข และกระทรวงมหาดไทย เพื่อสร้างระบบ และกลไกการดูแลสุขภาพของผู้ต้องขังหลังพ้นโทษอย่างเป็นองค์รวม เช่น การสร้างกลไกของผู้จัดการรายกรณี (Case manager) ด้านสุขภาพในท้องถิ่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

(3.2) ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อกระทรวงสาธารณสุขและส่วนงานที่เกี่ยวข้อง

(3.2.1) พิจารณาสร้างหลักสูตรงานพยาบาลหรือบุคลากรสาธารณสุขในเรือนจำด้วยการปฏิบัติงานพยา บาลวิชาชีพในเรือนจำมีความจำเพาะและแตกต่างจากการพยาบาลโดยทั่วไป ทั้งลักษณะของโรคของผู้ต้องขัง ลักษณะการแพร่ระบาดของโรค และลักษณะพิเศษของสภาพแวดล้อมที่ผู้ป่วย อาศัยอยู่

(3.2.2) จากสถานการณ์ปัจจุบันที่มีความขาดแคลนบุคลากรทางการแพทย์และ สาธารณสุขในเรือนจำที่จำกัด โดยเฉพาะอย่างยิ่งแพทย์เฉพาะทาง เช่น จักษุแพทย์ อายุรแพทย์โรคติดเชื้อและ ระบาดวิทยา จึงส่งผลให้การดำเนินงานด้านสาธารณสุขในเรือนจำไม่สามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังนั้นการประสานความร่วมมือจากหน่วยแพทย์หรืองานสาธารณสุขทั้งที่เป็นส่วนงานอาสาสมัครหรือแพทย์ อาสา เช่น สำนักงานมูลนิธิแพทย์อาสาสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี (พอ.สว.) แพทย์อาสาสมัครของ

โรงเรียนแพทย์ต่าง ๆ รวมทั้งหน่วยแพทย์เอกชนที่มีกลไกการจัดบริการทางการแพทย์เพื่อสังคม เพื่อร่วม

สนับสนุนการดำเนินงานของโครงการราชทัณฑ์ปันสุขฯ

(3.2.3) การจัดสิทธิทางสุขภาพให้แก่ผู้ต้องขังที่ไม่มีบัตรประชาชนหรือคนต่างชาติ โดยการประสานความร่วมมือจากรัฐบาล กระทรวงยุติธรรม กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงมหาดไทย และ กระทรวงการต่างประ เทศ พัฒนาระบบและกลไกการดูแลและคุ้มครองการรักษาพยาบาลสำหรับผู้ต้องขังกลุ่ม ดังกล่าว