Women Prisoners and the Implementation of the Bangkok Rules in Thailand
ชื่อเรื่อง/โครงการวิจัย | Women Prisoners and the Implementation of the Bangkok Rules in Thailand |
หน่วยงาน/ผู้วิจัย | สถาบันเพื่อการยุติธรรมแห่งประเทศไทย (TIJ) |
ปีที่เผยแพร่ | 2557 |
แหล่งสืบค้น | |
หมวดหมู่หัวข้องานวิจัย | ด้านการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง |
ประเภท | เอกสารนำเสนอผลงานวิชาการ |
บทคัดย่อ | |
การวิจัยฉบับนี้จัดทำโดย Thailand Institute of Justice (TIJ) เพื่อประเมินการดำเนินงานตาม United Nations Rules for the Treatment of Women Prisoners and Non-custodial Measures for Women Offenders (Bangkok Rules) ในเรือนจำที่ควบคุมผู้ต้องขังหญิงในประเทศไทย วัตถุประสงค์ของการศึกษา 1.เพื่อประเมินระดับและรูปแบบการอนุวัติข้อกำหนดกรุงเทพฯในเรือนจำหญิงที่คัดเลือก 2.เพื่อศึกษาลักษณะภูมิหลัง ปัจจัยการกระทำผิด ความต้องการจำเพาะ และความจำเป็นด้านการฟื้นฟูของผู้ต้องขังหญิง 3.เพื่อจัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายและเชิงปฏิบัติในการพัฒนาระบบราชทัณฑ์ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล วิธีการศึกษา การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน (Mixed Methods) แบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1: การเตรียมการศึกษาพัฒนาแบบสอบถามและแนวทางประเมินทดลองใช้ (pre-test และ pilot test) เพื่อปรับปรุงเครื่องมือ ระยะที่ 2: การดำเนินการภาคสนามประเมินเรือนจำ/ทัณฑสถานหญิงจำนวน 6 แห่งสำรวจผู้ต้องขังหญิงจำนวน 533 คน สัมภาษณ์เชิงลึกผู้ต้องขังหญิง 34 คน สัมภาษณ์ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่เรือนจำ ตรวจเยี่ยมสภาพแวดล้อม การจัดการด้านสุขภาพ ความเป็นอยู่ การจำแนกประเภท การเตรียมความพร้อมก่อนปล่อย และการติดต่อกับครอบครัว ข้อมูลถูกวิเคราะห์ทั้งเชิงพรรณนาและเชิงคุณภาพ เพื่อนำเสนอภาพรวมสถานการณ์และประเด็นเชิงโครงสร้าง ผลการศึกษาพบว่า 1.โครงสร้างและบริบทสำคัญประเทศไทยมีผู้ต้องขังหญิงในสัดส่วนเพิ่มขึ้น โดยมากกว่าร้อยละ 80 เป็นคดียาเสพติดปัญหาความแออัดในเรือนจำอยู่ในระดับรุนแรง ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิต สุขอนามัย การรักษาพยาบาล และการฟื้นฟู 2.การปฏิบัติตามข้อกำหนดกรุงเทพฯมีความก้าวหน้าในบางด้าน เช่น การดูแลหญิงตั้งครรภ์ การไม่ใช้เครื่องพันธนาการระหว่างคลอด และการจัดบริการสาธารณสุขร่วมกับหน่วยงานภายนอกอย่างไรก็ตาม พบข้อจำกัดสำคัญ ได้แก่ การตรวจค้นร่างกายแบบเปลื้องผ้าเป็นกิจวัตร การจำแนกประเภทผู้ต้องขังยังไม่คำนึงถึงมิติทางเพศอย่างแท้จริงการให้ข้อมูลสิทธิแก่ผู้ต้องขังเมื่อรับตัวเข้าไม่เพียงพอ ข้อจำกัดด้านการเยี่ยมและการติดต่อครอบครัวค่าตอบแทนการทำงานต่ำมาก บุคลากรทางการแพทย์ นักจิตวิทยา และนักสังคมสงเคราะห์ไม่เพียงพอ 3.ผลการสำรวจภูมิหลังผู้ต้องขังหญิงผู้ต้องขังจำนวนมากมีระดับการศึกษาต่ำมีประวัติการใช้สารเสพติด ปัญหาสุขภาพจิต และประสบการณ์ความรุนแรงในอดีตหลายรายเป็นผู้ดูแลหลักของบุตรก่อนถูกจำคุกต้องการการฝึกอาชีพและการสนับสนุนหลังพ้นโทษ 4.ประเด็นเชิงระบบกฎหมายราชทัณฑ์และกฎกระทรวงบางส่วนล้าสมัย ไม่สอดคล้องกับมาตรฐานสากลแนวคิดด้านความมั่นคงยังมีอิทธิพลสูงกว่าการฟื้นฟูการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยและการสนับสนุนหลังพ้นโทษยังไม่ครอบคลุม ข้อเสนอแนะ ปรับปรุงกฎหมายราชทัณฑ์และกฎระเบียบให้สอดคล้องกับข้อกำหนดกรุงเทพฯและมาตรฐานสากล ลดความแออัดโดยเพิ่มมาตรการทางเลือกแทนการจำคุก โดยเฉพาะในคดียาเสพติดพัฒนาระบบจำแนกประเภทที่คำนึงถึงมิติทางเพศและบทบาทความเป็นมารดาเพิ่มบุคลากรเฉพาะทางด้านสาธารณสุขจิต วิทยา และสังคมสงเคราะห์ขยายโอกาสการศึกษา ฝึกอาชีพ และค่าตอบแทนที่เหมาะสมส่งเสริมการติดต่อกับครอบครัว และสนับสนุนการเตรียมความพร้อมก่อนปล่อยพัฒนาระบบติดตามและประเมินผลการอนุวัติข้อกำหนดกรุงเทพฯอย่างต่อเนื่อง สรุปภาพรวม ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่า แม้ประเทศไทยจะมีความพยายามในการขับเคลื่อนข้อกำหนดกรุงเทพฯอย่างเป็นรูปธรรม แต่ยังมีความท้าทายเชิงโครงสร้าง โดยเฉพาะปัญหาความแออัด ทรัพยากรบุคคลจำกัด และกรอบกฎหมายที่ล้าสมัย การปฏิรูประบบราชทัณฑ์โดยคำนึงถึงมิติทางเพศอย่างแท้จริงจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญในการยกระดับมาตรฐานการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังหญิงให้สอดคล้องกับหลักสิทธิมนุษยชนและการฟื้นฟูอย่างยั่งยืน | |