2569-20

มาตรการที่มีประสิทธิภาพในการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดในคดีร้ายแรงที่มีลักษณะสะเทือนขวัญ

ชื่อเรื่อง/โครงการวิจัย

มาตรการที่มีประสิทธิภาพในการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดในคดีร้ายแรงที่มีลักษณะสะเทือนขวัญ

หน่วยงาน/ผู้วิจัย

นางสาวเอกกมล ลวดลาย

ปีที่เผยแพร่

2563

แหล่งสืบค้น

หมวดหมู่หัวข้องานวิจัย

ด้านการปฏิบัติต่อผู้ต้องขัง

ประเภท

งานวิจัย

บทคัดย่อ

วัตถุประสงค์

(1.) เพื่อศึกษาการแบ่งประเภทผู้กระทำผิด/ผู้ต้องขัง อย่างเหมาะสม

(2.) เพื่อศึกษาแนวทางหรือมาตรการในการปฏิบัติต่อผู้กระทำผิดในคดีร้ายแรงที่มีลักษณะ สะเทือนขวัญ ตั้งแต่เมื่อเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม จนกระทั่งถูกปล่อยตัวออกจากสถานคุมขัง

(3.) เพื่อเป็นแนวทาง/ข้อเสนอ ต่อคณะกรรมการในการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพ สร้างความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรมและสร้างสังคมที่สงบสุขปลอดภัย

วิธีการศึกษาวิจัย

โดยแนวทางการศึกษาศึกษาจากแนวทางและ มาตรการในการควบคุมและในการดูแลและปฏิบัติต่อผู้ต้องขังและผู้กระทำผิดจากประเทศที่ดำเนินมาตรการ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการศึกษาครั้งนี้ได้ศึกษาจากแนวทางประเทศจาก 4 ประเทศหลัก ประกอบด้วย ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศอังกฤษ ประเทศออสเตรเลีย และประเทศสิงคโปร์ โดยแต่ละประเทศมีแนวทาง ปฏิบัติที่น่าสนใจที่สามารถนำมาประยุกต์และปรับใช้ในการกำหนดมาตรการและแนวทางในการดูแลและ ปฏิบัติต่อผู้ต้องขังและผู้กระทำผิดของไทยได้ในอนาคต ซึ่งรูปแบบการศึกษามีวิธีดำเนินการวิจัย คือ

(1.) ศึกษาค้นคว้าที่เกี่ยวข้องกับมาตรการที่ปฏิบัติต่อผู้กระทำในคดีร้ายแรงที่มีลักษณสะเทือนขวัญ ประกอบด้วย มาตรการทางกฎหมาย และมาตรการทางแนวทางปฏิบัติในประเทศและในต่างประเทศ และ แนวทางปฏิบัติในการดำเนินงานของหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง จากเอกสาร (Documentary Research) โดยการศึกษาจากหนังสือ บทความ วิทยานิพนธ์ Internet งานวิจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง

(2.) รวบรวมข้อมูลที่ได้ จากการเก็บรวบรวม

(3.) สรุปผลการศึกษาวิจัย และจัดทำข้อเสนอแนะ

ผลการศึกษาวิจัยพบว่า

การดำเนินการมาตรการทางกฎหมายและแนวทางการดูแลและปฏิบัติต่อผู้ต้องขังคดีความรุนแรงและก่อเหตุสะเทือนขวัญทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศนั้น ในแต่ละประเทศมีมาตรการ/แนวทางการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังคดีความรุนแรงและก่อเหตุสะเทือนขวัญและคดีอื่น ๆ โดยสรุปได้ดังนี้

(1.) ในด้านมาตรการทางกฎหมายแต่ละประเทศจะมีกฎหมายอาญาเป็นแนวทางหลักในการกำหนดบทลงโทษผู้กระทำผิด และมีพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ของแต่ละประเทศซึ่งเป็นกฎหมายหลักในการปฏิบัติต่อผู้ต้องขังโดยเฉพาะ

(2.) ในแต่ละประเทศจะเน้นถึงการจำแนกลักษณะผู้ต้องขังเป็นสำคัญในการดูแลผู้กระทำผิดเมื่อเข้าสู่ระบบเรือนจำ โดยเริ่มตั้งแต่รับตัวเข้าสู่เรือนจำจะมีการประเมินผลผู้ต้องขังอย่างต่อเนื่อง โดยผู้ต้องขังจะได้รับการประเมินเฉพาะด้าน ซึ่งเป็นแบบประเมินที่นอกเหนือจากแบบประเมินทั่วไปอย่างต่อเนื่อง ในกลุ่มผู้ต้องขังที่มีผลการประเมินความเสี่ยงสูงจะต้องได้รับการดูแลเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

(3.) เรือนจำ/ทัณฑสถานมีการแยกคุมขังผู้ต้องขังที่พบว่ามีพฤติการณ์ความเสี่ยงสูงตามการประเมินผลจากกลุ่มผู้ต้องขังอื่น เพื่อให้ผู้ต้องขังที่มีพฤติการณ์ดังกล่าวอยู่ภายใต้การควบคุม และได้รับการดูแลเป็นการเฉพาะ ทั้งนี้เพื่อเกิดการปรับเปลี่ยนนิสัยและพฤติการณ์ก่อนที่จะกลับไปใช้ชีวิตร่วมกับผู้ต้องขังอื่น ๆ ต่อไป

(4.) การจัดโปรแกรมในแต่ละประเทศจะเน้นการให้โปรแกรมเฉพาะด้านแก่ผู้ต้องขังที่มีผลประเมินความเสี่ยงสูง โดยผู้ต้องขังจะเข้าโปรแกรมที่มีความเข้มข้นแตกต่างจากผู้ต้องขังรายอื่น ๆ และเป็นโปรแกรมที่สามารถพัฒนาผู้ต้องขังเฉพาะกลุ่มดังกล่าวโดยเฉพาะ

(5.) มีการระงับสิทธิประโยชน์ โดยเฉพาะด้านการพักการลงโทษ ในกรณีที่ผู้ต้องขังมีกำหนดโทษสูง อย่างเช่น ผู้ต้องขังกำหนดโทษจำคุกตลอดชีวิต ผู้ต้องขังจะถูกระงับสิทธิขอพักการลงโทษเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 20 ปี เป็นต้นไป ทั้งนี้เป็นการพิจารณาของศาลโดยกำหนดไว้ในคำพิพากษา

(6.) มีการประเมินความพร้อมในด้านต่าง ๆ ทั้งในด้านความเสี่ยงในการกลับมากระทำผิดซ้ำประเมินความเสี่ยงในด้านการทำงาน และการประเมินความเสี่ยงในด้านการกลับไปใช้ชีวิตในสังคม ซึ่งเป็นการประเมินความพร้อมเพื่อให้ทราบถึงความพร้อมในการกลับไปใช้ชีวิตของผู้ต้องขังในด้านต่าง ๆ

ข้อเสนอแนะ

(1.) ควรให้อำนาจรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมในการอนุมัติพักการลงโทษให้แก่ผู้ต้องขังที่ก่อคดีร้ายแรงมีลักษณะสะเทือนขวัญเช่นเดียวกับประเทศอังกฤษหรือสิงคโปร์ ซึ่งผู้ที่มีอำนาจอนุมัติพักการลงโทษ คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้พิจารณาอนุมัติการพักการลงโทษแก่ผู้ต้องขังกลุ่มดังกล่าว

(2.) ควรมีการประเมินโปรแกรมที่ใช้กับกลุ่มผู้ต้องขังที่มีพฤติการณ์ความรุนแรงและคดีที่เกี่ยวกับ ความรุนแรงทางเพศและกลุ่มเฝ้าระวัง ถึงประสิทธิภาพและการนำไปใช้ว่ามีประสิทธิภาพมากน้อยเพียงใด เนื่องจากโปรแกรมการแก้ไขฟื้นฟูมีความสำคัญในการป้องกันและช่วยให้ผู้กระทำผิดสามารถปรับเปลี่ยน พฤติกรรม อีกทั้งโปรแกรมที่ใช้กับกลุ่มผู้ต้องขังที่ก่อคดีที่ใช้ความรุนแรงและเป็นคดีสะเทือนขวัญนั้น ต้องมีความแตกต่างเข้มข้นจากโปรแกรมที่ใช้กับผู้ต้องขังอื่นในประเภทคดีที่คล้ายคลึงกัน

(3.) ควรมีการเพิ่มการประเมินทางด้านจิตวิทยาในกลุ่มผู้ต้องขังที่ก่อคดีที่มีลักษณะคดีที่ใช้ความรุนแรงและเป็นประเภทคดีสะเทือนขวัญต่อสังคม ซึ่งควรมีลักษณะที่แตกต่างจากแบบประเมินทาง จิตวิทยาที่ใช้ในกลุ่มผู้ต้องขังอื่นโดยทั่วไปโดยดำเนินการประเมินจากนักจิตวิทยา และจิตแพทย์ทั้งในหน่วยงานของกระทรวงยุติธรรมและสถาบันทางจิตวิทยาภายนอก ในการดำเนินการร่วมกันประเมิน ผู้ต้องขังกลุ่มดังกล่าว

(4.) แบบประเมินที่นำมาใช้ในกระบวนการจำแนกลักษณะผู้ต้องขัง ควรเป็นแบบประเมินที่มี การบูรณาการในด้านทางจิตวิทยา อาชญาวิทยา และสังคมวิทยา ในการนำมาใช้ประเมินผู้ต้องขังกลุ่มดังกล่าวถึงความเสี่ยงในด้านต่าง ๆ เป็นเฉพาะรายและรายกรณีไป

(5.) ควรกำหนดนโยบาย/แนวทางในการดูแลและปฏิบัติกลุ่มผู้ต้องขังที่ก่อคดีที่มีลักษณะคดีที่ใช้ความรุนแรงและเป็นประเภทคดีสะเทือนขวัญต่อสังคม ในการจำกัดการพื้นที่ในการควบคุมผู้ต้องขังกลุ่มดังกล่าวและมีการเฝ้าระวังจากกลุ่มผู้ต้องขังอื่น โดยระงับสิทธิประโยชน์ที่พึ่งจะได้รับอย่างเช่น การพักการลงโทษ หรือลดวันต้องโทษ เป็นต้น

(6.) ควรมีการวางแผนและกำหนดแนวทางในการดูแลและปฏิบัติสำหรับผู้ต้องขังที่กำหนดโทษสูง เนื่องจากกลุ่มผู้ต้องขังกลุ่มดังกล่าวจะต้องใช้ระยะเวลาต้องโทษจำคุกเป็นระยะเวลานาน จึงต้องได้รับการดูแล และเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงต่อการควบคุมและแก้ไข

(7.) ในกรณีเจ้าหน้าที่ผู้สัมภาษณ์ผู้ต้องขังที่เป็นกลุ่มผู้ต้องขังที่ก่อคดีที่ใช้ความรุนแรงและเป็นคดี สะเทือนขวัญนั้น ควรเป็นเจ้าหน้าที่นอกเครื่องแบบของเรือนจำหรือเจ้าหน้าที่อื่นที่ไม่ใส่เครื่องแบบขณะเวลา เข้าสัมภาษณ์ผู้ต้องขัง ทั้งนี้ เพื่อให้ผู้ต้องขังได้รู้สึกผ่อนคลายในการพูดคุยกับเจ้าหน้าที่ เนื่องจากกการแต่งกายในเครื่องแบบของเจ้าหน้าที่จะทำให้ผู้ต้องขังเกิดความกังวลต่อการตอบคำถาม หรือคิดหาแนวทางคำตอบ และ นำไปสู่การให้ข้อมูลที่เป็นเท็จ เช่น ในประเทศออสเตรเลียมีการกำหนดแยกประเภทเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ เป็นเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ในเครื่องแบบ (Uniform officer) และเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์นอกเครื่องแบบ (Non - Uniform officer) ซึ่งเจ้าหน้าที่ในเครื่องจะเน้นไปเพื่อในการควบคุมผู้ต้องขังโดยเฉพาะ ในขณะที่เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ นอกเครื่องแบบจะดำเนินการสำหรับกระบวนการจำแนกลักษณะผู้ต้องขังและดำเนินการจัดโปรแกรมต่างๆ เพื่อแก้ไขพัฒนาพฤตินิสัยให้แก่ผู้ต้องขัง

Scroll to Top